ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

#ผู้ยินดีในบุญต้องมีความอดทน

"ใครจะมีสติปัญญาอย่างไรก็ตาม
แต่ถ้าขาดความอดทนแล้วไปไม่รอด
นี่พูดสำหรับบุคคลผู้ยังมีกิเลสอยู่นะ
ถ้าขาดความอดทนแล้วถึงมีปัญญา
ก็ละกิเลสไม่ได้ อันความอดทนนี่ได้
ชื่อเป็นฐาน.."

#เป็นพื้นฐานของดวงจิต

"จิตที่ฝักใฝ่หากุศล ยินดีในบุญในกุศล
แล้วต้องมีความอดทนเป็นพื้นฐาน เมื่อ
รวมใจความลงแล้วนะ ยกตัวอย่างเช่น
เขาด่ามาก็ไม่ด่าตอบเขาอย่างนี้นะก็
แสดงว่ามันอดได้ ผู้ใดอดได้อย่างนั้น
มันก็เป็นบุญขึ้นมาในทันทีเลย ขึ้นมา
ในใจ บุญกุศลก็ย่อมเกิดขึ้นใจผู้ใด
เป็นอย่างนั้นน่ะ เขายกโทษติเตียนมา
ก็ไม่ยกโทษติเตียนตอบ อดกลั้นทนทาน ปล่อยให้เขายกโทษติเตียนไป ไม่เป็นไร
ไม่ตายหรอก ไม่เหมือนอย่างเอามีดเอา
พร้ามาฟันหรอก เราไม่ต้องการผูกกรรม
ทำเวรกับใคร ขึ้นชื่อว่ามีเวรแล้วนี่มันเป็น
ทุกข์ ก็ต้องสอนตนเข้าไปอย่างนี้นะ ผู้ใด
เตือนตนไว้อย่างนี้แล้วมันก็ไม่ตอบโต้ใคร
หาทางหลีกเลี่่ยง.. "
-----------------------------
#หลวงปู่เหรียญ_วรลาโภ
[ วัดอรัญญบรรพต​ ]​
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ภาพระยะใกล้

#ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดป่าอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร มีพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้อุปัฏฐากใกล้ชิด ชื่อ คำดี ซึ่งเป็นน้องชาย
ของพระอาจารย์สิม พุทธาจาโร ท่านเป็น
คนช่างพูด มักถามนั่นถามนี่กับท่านพระอาจารย์ ผู้เล่าเป็นผู้ช่วยอุปัฏฐาก ไม่ค่อยพูดจา เพราะขณะนั้นยังใหม่อยู่

วันหนึ่งท่านคำดีได้พูดปรารภขึ้นว่า "ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านี้ น่าอัศจรรย์ กระผมอ่านพุทธประวัติแล้ว ขนลุกชูชัน"

ท่านพระอาจารย์ก็รับว่า "จริงอย่างนั้น อันนี้(หมายถึงตัวท่าน)ได้พิจารณาแล้ว และ
ได้อ่านพุทธประวัติที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรจนาไว้เป็นแบบเล่าเรียนศึกษา พระองค์ทรงได้แย้มความมหัศจรรย์เอาไว้ตั้งแต่ทรงออกผนวชครั้งแรก จนถึงวันตรัสรู้ แต่ผู้ศึกษาไม่ซึ้งถึงพระประสงค์ของพระองค์ ว่าเป็นอย่างไร"

ท่านว่า "อันนี้ได้พิจารณาแล้ว สมเด็จฯ พระองค์ท่านเป็นจอมปราชญ์แห่งยุคสองพันกว่าปี ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มีปราชญ์ใดๆ เทียม"

ท่านพระอาจารย์มั่น ยกย่องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส องค์นี้ว่า เป็นพระสาวกผู้ทรงไว้ซึ่งจตุปฏิสัมภิทาญาณสมบูรณ์แบบ ในยุคพุทธศาสนาผ่านมาได้ ๒,๐๐๐ กว่าปี คือ พระองค์เดียวเท่านั้น

ดูท่านพระอาจารย์จะยกย่องเอามากๆ ขนาดกล่าวว่า พระองค์ทรงรจนาหลักสูตรนักธรรมบาลี ให้กุลบุตรได้รับการศึกษา จากพระไตรปิฎกไม่ผิดเพี้ยน ทั้งย่อและพิสดารได้อย่างเข้าใจ ใช้ภาษาง่ายๆ และไพเราะมาก
จะเป็นปัญญาชนหรือสามัญชนอ่าน ก็เข้าใจได้ทันที

ท่านว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงพรรณนาความตอนพระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชา อาการของพระมหาบุรุษปรากฏว่า ขณะที่บรรดาพระสนมทรงขับกล่อม บำเรอ ไม่ทรงเพลิดเพลิน แล้วทรงบรรทมหลับไป เมื่อตื่นบรรทม ทางเห็นอาการวิปลาสของพระสนมว่า บางคนมีพิณพาดอก บางคนตกอยู่ข้างรักแร้ เปลือยกาย สยายผม บ่นเพ้อพึมพำ น้ำลายไหล ปรากฏในพระหฤทัย เหมือนซากศพผีดิบในป่าช้า

#พระอาจารย์มั่นท่านว่า ขณะนั้นพระหฤทัยของพระองค์ พิจารณากิจในอริยสัจ ๔ อย่าง พระองค์ทรงแสดงไว้ว่า สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ จิตของพระองค์ก็ก้าวเข้าสู่อริยมรรค ต่อมาภายหลังทรงบัญญัติเรียกว่า อริยโสดาบัน จึงตัดสินพระทัยว่า เราอยู่ที่นี่
ไม่ได้แล้ว จึงเสด็จออกผนวชในคืนนั้น ต่อจากนั้นก็เสด็จเข้าสู่มคธรัฐ เพื่อบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป

ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า ตอนไปทรงศึกษากับดาบสทั้งสองนั้น จิตของพระองค์ก็บรรลุมรรคที่สอง คือ สกิทาคามี

ผู้เล่าสงสัยขึ้นในใจว่า แล้วอย่างนั้นการบรรลุธรรมครั้งที่สองของพระพุทธเจ้า จะไม่สมกับคำว่า "ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง" ดอกหรือ แต่ไม่ทันได้เรียนถาม ท่านแถลงก่อนว่า

"ดาบสทั้งสองได้ฌานสมาบัติ ๗-๘ อรูปพรหมเท่านั้น แต่ท่านทั้งสองขาดวิปัสสนา ปัญญาญาณ ซึ่งไม่ใช่สิ่งอัศจรรย์สำหรับพระองค์ จึงเป็นครูของพระองค์ไม่ได้"

#ท่านพระอาจารย์ว่าอย่างนี้
ท่านพรรณนาถึงพุทธประวัติไว้หลายวาระ
จะนำมากล่าวสักสองวาระ

พระอาจารย์มักพูดพลางหัวเราะด้วยความชอบใจ ในพระดำรัสของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ว่า ทรงกดพระตาลุด้วยพระชิวหา เมื่อลมอัสสาสะ ปัสสาสะ เดินไม่สะดวก ก็เกิดเสียงดังอู้ในช่องพระกรรณทั้งสอง ทำให้เกิดทุกขเวทนากล้าจนปวดพระเศียร เสียดใน
พระอุทร ร้อนในพระวรกายเป็นกำลัง ก็ยังไม่สามารถจะตรัสรู้ได้ จึงทรงเปลี่ยนวาระใหม่ โดยผ่อนพระกระยาหารลงจนไม่เสวยเลย จนพระวรกายผอมโซ ซูบซีด ขุมเส้นพระโลมาเน่า ทรงลูบเส้นพระโลมาก็หลุด เพราะขุมขนเน่า มีกำลังน้อย ทรงดำเนินไปมาก็เซล้ม มีผิวดำคล้ำ จนมหาชนพากันโจษขานกันไปต่างๆ นานา

ก่อนท่านจะพูดต่อ ก็มีอาการยิ้ม หัวเราะ ออกเสียงพอเหมาะ ดูคล้ายท่านจะพอใจในพระดำรัสของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ว่า

"มหาชนบางพวกพอเห็นก็กล่าวขวัญกัน ว่าทรงดำไปบ้าง บางพวกกล่าวว่าไม่ใช่ดำ คล้ำไปบ้าง บางพวกกล่าวว่า ไม่ใช่คล้ำ พร้อยไปบ้าง อย่างนี้ จนเหลือกำลังที่บุรุษไหนจะทำได้ แต่ก็ไม่ได้ตรัสรู้ จึงได้อุปมา ๔ ข้อ ในพระหฤทัย ทรงเสวยพระกระยาหาร ทรงมีกำลัง"

ท่านพระอาจารย์ว่า ตอนพระองค์ทรงเริ่มวิปัสสนาญาณ เป็นคำรบสาม พระหฤทัยของพระองค์ก็ทรงกระทำญาณ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ เหมือนสองวาระแรก จิตของพระองค์ก็ก้าวเข้าสู่มรรคที่สาม คือ อนาคามีมรรค

ท่านเล่าว่า มหาบุรุษอย่างพระองค์ ทรงกระทำอะไรไม่สูญเปล่า
อา...เรื่องสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณนี้ ท่านอธิบายได้ละเอียดวิจิตรพิสดาร มาเชื่อมโยงตั้งแต่ เอเต เต ภิกขเวฯ มัชฌิมา ปฏิปทา ฯ ลฯ จนถึง ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธ ธัมมันติ ถึง อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ

พระมหาบุรุษอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ พระบารมีของพระองค์ทรงบำเพ็ญมาพอแล้ว ด้านปัญจวัคคีย์ก็เบื่อหน่าย หนีจากพระองค์ไป ความวิเวกก็เกิดขึ้น วันเพ็ญ เดือน ๖ แห่งฤกษ์วิสาขะก็มาถึง นางสุชาดาจะแก้บน จึงถวายข้าวมธุปายาสในภาชนะซึ่งเป็นถาดทองคำ เพื่อให้มั่นพระทัย พระองค์จึงอธิษฐานลอยถาดทองคำในแม่น้ำเนรัญชราว่า

"ถ้าจะได้ตรัสรู้ในวันนี้ ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำ"

คำข้าวมธุปายาสก็มี ๔๙ คำพอดี พอจะรักษาพระวรกายของพระองค์ไปได้ตลอด ๔๙ วัน ท่านพูดอย่างนี้

เมื่อความพร้อมทุกอย่าง ความตรัสรู้ของพระองค์เป็นสัพพัญญุตัญญาณ อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ก็เกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖นี้แล โดยไม่มีใครมาแสดงอ้างว่าเป็นครูหรือเป็นศาสดาของพระองค์เลย

#ท่านพระอาจารย์มั่นบอกว่า

"จู่ๆ มาถึงวันนั้น จะมาตรัสรู้เลยทีเดียวไม่ได้ พระองค์ได้พื้นฐานหลักประกันความมั่นคงแล้ว ตั้งแต่อยู่ในปราสาท วันเสด็จออกผนวชนั้นแล มิฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงกระทบกระทั่งต่อสัญญาอารมณ์ต่างๆ ในระหว่างทรงบำเพ็ญเพียร คงถอยหลังกลับไปเสวยราชสมบัติอีก เพราะเบื้องหลังของพระองค์ก็พร้อมอยู่ จึงถอยไม่ได้ เพราะมีหลักประกันแล้ว" ท่านอธิบายจนจบ

ผู้เล่าเฉลียวใจว่า "ถ้าอย่างนั้น ยสกุลบุตร ก็คงสำเร็จมาจากปราสาทล่ะสิ"

"ยสกุลบุตร เป็นไปไม่ได้ เพราะวิสัยอนุพุทธะ ต้องฟังก่อนจึงจะรู้ได้ ไม่เหมือนสัมพุทธะอย่างพระพุทธเจ้า"

แล้วท่านยังเตือนผู้เล่าว่า "ปฏิบัติไปหากมีอะไรเกิดขึ้น จงใช้สติกับปัญญา สติกับปัญญา สติกับปัญญา" ย้ำถึง ๓ ครั้ง

"รับรองว่าไม่ผิดแน่ เพราะทุกวันนี้มีแต่ครูคือ พระธรรมวินัย ขาดครูคือ เจ้าของพระธรรมวินัย คือ บรมครู" ท่านว่าอย่างนี้..."
--------------------------------------------------
#เกร็ดประวัติ_และปกิณกธรรมของ
#หลวงปู่มั่นภูริทัตโต_๑
#หนังสือ_รำลึกวันวาน
#หลวงตาทองคำ_จารุวัณโณ

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังนั่ง

#พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์

"สาวกแต่ละองค์ที่เสด็จปรินิพพานผ่าน
ไปแล้วจนประมาณการไม่ได้ก็ดี หรือ
ประมาณการได้ก็ดี พระองค์กับสาวกท่านที่เสด็จผ่านไปไม่กี่พันปีก็ดีล้วนอุบัติขึ้นเป็นพระพุทธเจ้า และเป็นพระอรหันต์จากกรรมฐานทั้งหลาย มีกรรมฐานห้าเป็นต้น
ไม่มีแม้องค์เดียวที่ผ่านการตรัสรู้ ทำโดยที่
มิได้ผ่านกรรมฐานเลย ต้องมีกรรมฐานเป็นเครื่องซักฟอก เป็นเครื่องถ่ายถอนความคิดความเห็นต่างๆ อันเป็นพื้นเพของจิต ที่มีเชื้อวัฏฏะจมอยู่ภายในให้กระจายหายสูญไป
โดยสิ้นเชิง

ฉะนั้นกรรมฐานจึงเป็นธรรมพิเศษในวง
พระศาสนาตลอดมาและตลอดไป ท่าน
ที่สมัครใจเป็นพระธุดงค์เป็นพระกรรมฐาน
จำต้องเป็นผู้มีความต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ที่เคย
ฝังกายฝังใจ จนเป็นนิสัยมานาน.. "

#พระอาจารย์มั่น_ภูริทัตโต
#ที่มา_ปโมฑิตเถรบูชา
#หลวงปู่หลอด_ปโมทิโต
**************************

ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังนั่ง และ เครา