ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

"บาปหรือบุญล้วนขึ้นอยู่กับกายวาจาใจของเราทั้งสิ้น ถ้าสังเกตจิตใจของตนเองว่า จะ
ไปทางบุญหรือทางบาป ก็รู้อยู่ที่จิตดวงเดียว
นี้หละ ขอให้มีสติตรวจดูจิตของเราเองก็แล้วกัน ให้เราสอนจิตของตนเองถึงจะรู้ทั้งเหตุและผลของตนเองหมดทุกอย่าง ถ้าจิตรู้แจ้งเห็นจริงถึงเหตุและผลของตนเองหมดทุกอย่าง ตามปัญญาเห็นชอบมาแล้วนั้นมันก็ปล่อยวางลงไปตามสภาพเดิมของธรรมชาติ..
ธรรมดาที่มีอยู่ประจำคือ เมื่อเกิดแล้ว ตั้งอยู่
ไม่นานก็ดับลงไปอีก มีแต่เรื่องทุกข์ จึงเรียกได้ว่า สัพเพสังขารา อนิจจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สัพเพธัมมา อนัตตาติ ไม่มีอะไรหยุดปรุง หยุดแต่งก็มีสติ สัมปชัญญะ เป็นผู้รู้ปล่อยวางไปได้หมด เพราะปัญญานั้นได้กำลังของสมาธิคือ ความสงบของจิต ตามขั้นตอนก็จะเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ตามแต่มันเป็นพลังของจิตให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้ ไม่ต้องฝากเป็นฝากตายอะไรทั้งนั้นเลย เป็นผู้เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมได้อย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมากขึ้น...
“ให้เราใช้ปัญญาของเรา ให้มันตัดสินใจของเรา ให้มันลงไปให้มันถึงพระไตรลักษณ์ให้หมดทุกอย่าง แล้วมันก็จะรู้ว่าเราอยู่ในหน้าที่ของมันก็มีแต่ของไม่เที่ยงทั้งหมด แล้วเราก็หลงเข้าไปยึดถือเอาไว้ทั้งหมด มันก็มีแต่เรื่องถูกทั้งหมด แล้วมันก็เป็นผู้รู้ถึงเหตุและผล แล้วก็ปล่อยวางไปได้อย่างแท้จริง แล้วก็หยุดปรุงหยุดแต่งไปตามเรื่องโลกอีกแล้วก็เรียกว่า เป็นผู้รู้แท้เห็นจริง แล้วก็ปล่อยวางไปได้อย่างแท้จริง ก็ไม่มีอะไรจะมาทำให้เราหลงอยู่ในของไม่เที่ยงอันนี้อีกแล้ว... ”
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
"..สมาธิก็ฝึกซ้อมไว้เป็นปกติ เวลาฝึกซ้อมไม่ต้องไป
นั่งหลับตา หลับตามันไม่เก่ง ลืมตาอยู่อย่างนั้นแหละ
ให้จิตมันทรงสมาธิ ลืมตาอยู่อย่างนั้นแหละให้จิตมัน
ทรงตัว ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาและความเป็น
จริง เห็นอะไรเข้าก็ตายหมด!
เห็นคน คนตาย!
เห็นสัตว์ สัตว์ตาย!
เห็นวัตถุธาตุ วัตถุธาตุพัง!
แล้วก็นั่งนึกถึงว่าเราจะต้องตายเหมือนกัน นี่ต้อง
ถอยหน้าถอยหลัง อย่าก้าวไปแต่ข้างหน้าแล้วก็ไม่
เหลียวหลัง
ท่านทั้งหลายที่ระงับความวุ่นวายของจิตไม่ได้นั้
นน่ะ เขาเรียกว่า
สีลัพพตปรามาส เป็นผู้ลูบคลำในศีล
จิตตปรามาส ลูบคลำในสมาธิ
ปัญญาปรามาส ลูบคลำในวิปัสสนาญาณ
ทำเท่าไรๆ ก็ไม่พ้นความวุ่นวายของจิต มีอารมณ์หุน
หันพลันแล่นโฉงเฉงโวยวายปราศจากเหตุผล คน
ประเภทนี้ทำกี่แสนกัปก็ลงนรก เพราะสักแต่ว่าปฏิบัติ สักแต่ว่าประพฤติ ไม่รู้จักที่จะพิจารณาจิตของตัว
เองว่ามันดีหรือมันชั่ว นี่ถอยหลังไปถอยหลังมากัน
แค่นี้แหละ
ความจริงเขาถอยกันเป็นปกติ ย้อนไปย้อนมา
สิ่งที่เราละได้แล้ว มันละจริงหรือไม่
อารมณ์สมาธิที่ทรงได้แล้วทรงจริงหรือไม่
อย่าไปหาที่สงัดเสียง อย่าไปหาที่สงัดความวุ่นวาย
จงหาความสงัดใจ คือใจสงัดจากกิเลส นี่มันถึงจะถูก”
จาก..ธัมมวิโมกข ์ฉบับที่ ๒๕๗ หน้า ๓๘-๓๙
โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
"ถึงว่าเราจะลำบากในการบำเพ็ญสมาธิ ก็ได้
ผลคุ้มค่า เรียกว่าคุ้มค่าเหลือที่จะคุ้ม เพราะ
คนเรานั้นถ้าหากว่า จากชาตินี้ คือ ตายแล้ว
เราไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานทันทีนี่..มันจะ
เกิดอะไรขึ้น ก็เกิดความเสียหายในชาติ ในชาติของเรานี่ที่เกิดต่อไปมันกลายเป็นเช่นนั้นไป มันเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล เรียกว่า แก้ไม่ได้ เมื่อเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ต้องอยู่เป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นชาติๆ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นแก่พวกเราชาวพุทธที่ได้พบพระพุทธศาสนา
เพราะฉะนั้นเมื่อเราพากันมาทำ "สมาธิ"
โอกาสที่จะได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือนรกนั้น เรียกว่า น้อยมาก หรือว่าปิดนรกได้เลย หรือว่าปิดอบายภูมิได้เลยเพราะอะไร?..เพราะว่า เมื่อเวลาที่เราจะตายนั้น ก็ "จิต" นี้เองที่จะออกจากร่าง ร่างกายอันนี้ ในเมื่อจิตนี้เตรียมที่จะออกจากร่าง ทุกอย่างที่มีอยู่จิตก็ต้องพร้อม เรียกว่า เตรียมพร้อมชั่วระยะวินาทีเท่านั้นเอง จิตจะพร้อมหมดทุกอย่าง
สมาธิที่เราได้กระทำมาแล้ว จะเป็นสิบครั้ง
ร้อยครั้ง หรือจะเป็นกี่ครั้งก็ตาม ทำไว้ที่ไหน?..ก็ทำไว้ที่ใจของเรานี่เอง เพราะฉะนั้นเวลาใจจะออกจากร่างไปนี้ สมาธิทั้งหมดมันก็เก็บเอาไปหมด ไม่มีอะไรเหลือ เรียบ..เก็บเพรียบพร้อม เมื่อพร้อมแล้วในชั่ววินาทีนั่น สมาธิย่อมจะต้องเกิดขึ้นกับเรา เมื่อสมาธิเกิดขึ้นกับเรา เราก็ไม่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เราก็ไม่ต้องไปเกิดในอบาย
เรียกว่า ปิดได้แน่นอน เพราะว่าอะไร? เพราะว่า เมื่อเราทำจิตนั้น เราก็ได้ทำและเราก็จำได้ ไม่มีการหลงลืม เรานั่งสมาธิกี่ครั้ง เราก็ไม่ได้ลืม เรายังทรงจำอยู่ภายในจิตนั้น ไม่มีเวลาที่จะลืม ใครจะมาทำให้ลืมก็ไม่ได้ อะไรจะมาทำให้ลืมก็ไม่ได้ อะไรจะมาพรากสมาธินี้ไปจากจิตก็ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่า มันอยู่กับจิตอยู่แล้ว เราทำแล้ว มันก็อยู่ในใจของเราอยู่แล้ว มันจึงเรียกว่า ไม่มีอะไรมาพรากได้ จึงเรียกว่า สามารถที่จะปิดอบายภูมิได้"
"เพราะฉะนั้นจึงเป็นการคุ้มค่าจริงๆที่บุคคล
ทั้งหลาย ได้พากันมีการเสียสละมาปฏิบัติความดีเหล่านี้ให้เกิดขึ้น..."
คาถาบทนี้ พระองค์ที่ ๑๐ มาบอกหลวงพ่อในขณะที่หลวงพ่อพักอยู่ที่เมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๙ เวลา ๐๕.๐๐ น.
ก่อนนอนหลวงพ่อนอนภาวนาเป็นปกติ ตื่นขึ้นมามีอาการปากขยับไม่ได้ มือขยับไม่ได้ รู้สึกอึดอัด คล้ายเป็นอัมพาต แต่ใจสบาย พระองค์ที่ ๑๐ มาบอกว่า
"เวลานี้มีคนคิดทำให้เธอเป็นแบบนี้"
และท่านให้เห็นตัวผู้ทำชัดเจน พระองค์ที่ ๑๐ ให้ภาวนาว่า "สัมปจิตฉามิ" จึงคลายตัว
คาถาบทนี้ไม่ได้ให้ใช้เฉพาะหลวงพ่อเท่านั้นอนุญาตให้พุทธบริษัท ศิษย์ยานุศิษย์และลูกหลานหลวงพ่อใช้ได้ด้วย
และต่อด้วย
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สั่งฆัง สรณัง คัจฉามิ
และสวด "อิติปิโส" ๓ จบ จึงภาวนาเรื่อยไปในขณะที่ภาวนาให้ทำใจสบายๆ
ผลของคาถาบทนี้ จะมีผลต่อผู้สั่ง ผู้รับคำสั่ง ผู้ร่วมมือ และผู้กระทำไสยศาสตร์มายังเราโดยฉับพลัน
ผลพิเศษ ถ้าตั้งใจรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ หรือตั้งใจรักษากรรมบถ ๑๐ ได้ครบถ้วนสามารถระงับนิวรณ์ ๕ ได้ ภาวนาวันละ ๑ ชั่วโมง เป็นเวลา ๓ เดือนติดต่อกัน จะมีผลคล้ายอภิญญา
"สัมปจิตฉามิ" อ่านว่า "สัม-ปะ-จิด-ฉา-มิ" คาถาบทนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ไม่มีผลสำหรับผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ
(หนังสือธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๖๓)
วัดจันทาราม(ท่าซุง)จ.อุทัยธานี
📖 : พ่อรักลูก ๒ หน้า ๑๒๕-๑๒๗