ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

เมื่อปักกลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งกรรมฐานกัน อาบน้ำเสร็จก็นั่งกรรมฐานกัน พอนั่งกรรมฐานกันเรียบร้อยดี ใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที ก็รู้สึกว่า มีคนจำนวนมากแบกปืนมา แต่เป็นปืนเล็กยาวของทหาร แต่งตัวเหมือนทหารทุกคนมาเป็นจำนวนร้อย มาด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายทางเหนือก็มา ฝ่ายทางใต้ก็มา มาถึงเข้าต่างคนต่างปะทะกัน ยิงกันขนาดหนัก และหูเราก็ได้ยินเสียงขนาดหนัก แต่ก็ไม่ตกใจ ถือว่าภาพก็คือเป็นภาพ เราจะห้ามภาพไม่ให้เกิดไม่ได้ ในเมื่อเขาอยากจะยิงกัน ก็ยิงกัน
ก็ถือว่า โลกนี้เป็นของธรรมดา ก็นึกในใจเวลานั้นตามแบบฉบับกรรมฐาน ตามแบบฉบับกรรมฐานมี ๒อย่าง คือ มีอารมณ์ทรงตัว กับอารมณ์คิด ก็มีการใคร่ครวญว่า การเกิดเป็นคนนี่มันไม่ดี คนทั้งสองฝ่ายที่ยิงกันเวลานี้ ไม่รู้จักกันเลย ไม่เคยรู้จักกันไม่เคยโกรธเคืองกันมาก่อน ต่างฝ่ายก็ต่างมายิงกัน เพราะตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และมีการล้มตายกันหลายคน
ในที่สุด ภาพนั้นก็หายไป กว่าภาพจะหายไป บรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาก็เกือบจะตีสอง ในเมื่อภาพนั้นหายไปเรียบร้อยแล้ว ก็ปรากฏภาพ เป็นภาพอีกภาพหนึ่ง เป็นภาพคนเจ็บ คนตาย เดินเข้ามาหา ก็ถามว่า พวกเธอทำไมถึงยิงกัน เขาก็บอกว่า เพราะเขาสั่งให้ยิง ถามว่า ใครสั่งให้ยิง คนหนึ่งบอก ผู้บังคับหมู่สั่งให้ยิงครับ อีกคนหนึ่งบอก ผู้บังคับกองสั่งให้ยิงครับ ถามว่า ยิงกันทำไม เขาก็บอกว่า อาศัยในการรบ เมื่อสมัย พ.ศ. ๒๔๗๖
ถาม พวกเธอตายไปหลายปีแล้วนี่ ยังไม่ไปไหนหรือ เขาบอก พวกผมเป็นสัมภเวสี ครับ ถามเวลานี้เธอมาทำไม บอก มาขอส่วนบุญ ขอส่วนบุญ แล้วทำไมต้องทำท่าแขนร่องแร่งกันบ้าง แผลเลือดไหลบ้าง อะไรบ้าง เธอก็บอกว่า ในลักษณะการตายของผม ผมตายแบบนี้ครับ บางคนก็หูขาด บางคนก็ตาทะลุไปข้างหนึ่ง ลูกปืนเข้าลูกตา บางคนก็ขาเป๋ ขาโขยกเขยก ถูกยิงขาบ้าง ถูกยิงแขนบ้าง ถูกยิงตามตัวบ้าง นึกสังเวชสลดใจ
ก็เลยถามว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเธอต้องการบุญอะไรเท่าที่ฉันมีอยู่นี่ ฉันไม่ปิด ฉันไม่ขัดข้องให้หมดทุกย่าง เขาบอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับบุญใดที่ท่านบำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันจะพึงมีผลแก่ท่านเพียงใดผมขอโมทนาบุญนั้นครับ บอก เออ…ถ้าอย่างนั้นก็สบาย ง่าย ๆ สั้น ๆ ดีนะก็บอกว่า เธอจงตั้งใจนะเขาก็นั่งพนมมือ ก็อธิษฐานว่า ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทำมาแล้วตั้งแต่ชาติในอดีต ชาติต้นที่ทำบุญ จนกระทั่งปัจจุบันนี้สะสมตัวกันมากแล้วเพียงใดนี้จะพึงให้ประโยชน์ความสุขกับข้าพเจ้าเพียงใด ขอบุญนี้จงได้แก่พวกเธอทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ขอเธอจงโมทนา
เธอโมทนา เธอกราบไปครั้งหนึ่ง รูปร่างก็เหมือนเดิม กราบเป็นครั้งที่สอง รูปร่างก็เหมือนเดิม กราบเป็นครั้งที่สาม รูปร่างเป็นเทวดาหมด ปรากฏว่า ที่เป็นเทวดานั้นจริง ๆ ๖๐ คนเศษ ก็เป็นเทวดาทั้งหมด แต่ว่าเทวดาพวกนั้นก็แน่เหมือนกัน เมื่อเป็นเทวดาแล้ว สภาพต่าง ๆ ก็ค่อยหายไป คือเป็นภาพเดิม ย่องไปอีกสองกลดไปขอตามเดิม เขาก็ให้เหมือนกัน เป็นอันว่า ยิ่งให้ก็ยิ่งสวยขึ้น ยิ่งให้ก็ยิ่งสวยขึ้น ถึงกลดที่สาม สวยสดงดงามมาก นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ใครเขาบอกตายแล้วสูญ ๆ นี่มันต้องสงสัยเหมือนกัน

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังนั่ง และ สถานที่ในร่ม

จากหนังสืออ่านเล่น เล่ม ๒๑ โดย พระราชพรหมยาน

" ผู้ก้าวเข้ามาบวชในศาสนา ก็คือการก้าว
เข้ามาหาความรู้ฉลาด เพื่อคุณงามความดี
ทั้งหลาย ที่โลกปรารถนากัน
มิได้เข้ามาสั่งสมความโง่เขลาเบาต่อเล่เหลี่ยม
ของ กิเลสตัวหลอกลวง
แต่ เพื่อปัญญาอุบายพลิกแพลง ให้ทันเรื่อง
ของ กิเลสต่างหาก

เพราะฅนเรา
อยู่...และไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันตัว
ย่อม ไม่ปลอดภัยต่ออันตราย ทั้งภายนอกภายใน
เครื่องป้องกันตัวของนักบวช
คือ หลักธรรมวินัย
มีสติปัญญา เป็นอาวุธสำคัญ

ถ้าต้องการความเป็นผู้มั่นคง ต่อสิ่งทั้งหลาย
ไม่สะทกสะท้าน
จึงควรเป็นผู้มีสติปัญญา แฝงอยู่กับตัว
ทุกอิริยาบถ

จะคิด จะพูด จะทำอะไร ๆ ก็ตาม
ไม่มี การยกเว้น
สติปัญญา ที่จะไม่เข้ามาสอดแทรกอยู่ด้วย
ในวงงานที่ทำ ทั้งภายนอก ภายใน
จะเป็นที่แน่นอนต่อคติของตนทุก ๆ ระยะไป

ผมปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นบรรดาลูกศิษย์
มีความเข้มแข็งต่อเเดนพ้นทุกข์
ด้วยความเพียรทุกประโยค
ที่เต็มไปด้วยสติปัญญา เป็นหัวหน้างาน
ไม่งุ่มง่ามเซ่อะซะ ต่อตัวเอง
ตลอดธุระหน้าที่ทั้งหลาย สมกับศาสนา
ยอดเยี่ยมด้วยหลักธรรม ที่สอนฅนให้ฉลาด
ทุกแง่มุม

แต่ไม่ปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นผู้มาปฏิบัติ
อยู่ด้วยเป็นฅนอ่อนแอ โง่เง่าเต่าตุ่นวุ่นวายอยู่
กับอารมณ์เครื่องผูกพัน ด้วยความนอนใจ
และ เกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัว ให้พ้นภัย
ไม่ขยันคิดอ่านด้วยความสนใจ ในงานของตน
ทุกประเภท

เพราะ....
งานของพระผู้พร้อมแล้ว เพื่อข้ามโลก
ข้ามสงสาร เป็นงานชั้นเยี่ยม
ไม่มีงานใดในโลก ที่จะหนักหน่วงถ่วงใจ
ยิ่งกว่างานยกจิตใจให้พ้นแห่งห้วงวัฏฏะทุกข์
งานนี้ เป็นงานที่ทุ่มเทกำลังทุกด้าน
แม้...ชีวิตก็ยอมสละ ไม่อาลัยเสียดาย
จะเป็นจะตาย ก็มอบไว้กับความเพียร
เพื่อรื้อตน ให้พ้นจากหลุมลึก
คือ...กิเลสทั้งหลาย
ไม่มี การแบ่งรับแบ่งสู้เหมือนงานอื่น ๆ

จะรู้เห็นธรรมอัศจรรย์ ที่ไม่เคยพบเคยเห็น
ก็รู้ และเห็นกันกับความเพียรที่สละตาย
ไม่เสียดายชีวิต นี่แล
วิธีอื่น ๆ ยากจะคาดถูกได้."

ในภาพอาจจะมี 1 คน


______________________________________
ที่มา : จากหนังสือพระกรรมฐานสู่ล้านนา
โครงการหนังสือบูรพาจารย์เล่ม ๖ หน้า ๓๗๖-
๓๗๗โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้เล่าเรื่องราวที่ท่านพบเห็นเมื่อครั้งไปธุดงค์ที่ฝั่งประเทศลาวให้ลูกศิษย์ฟัง ดังนี้

ในช่วงที่ท่านไปพักจำพรรษาอยู่ที่ วัดวิชนุธาตุแตงโม เมืองหลวงพระบาง ท่านบอกว่า นอกกำแพงวัดออกไปไม่เกิน ๑๐ วา ตรงนั้นมีเรื่องแปลกๆ เสมอ

พวกชาวบ้านชอบกราบเรียนถามหลวงปู่เสมอๆ ว่า “ท่านสาธุภาวนาอยู่ที่วัดนี้เป็นอย่างไร?”

หลวงปู่ไม่ได้สนใจกับคำถามดังกล่าว เมื่อถูกโยมถามบ่อยๆ ท่านจึงย้อนถามกลับไปว่า “ที่ตรงนั้นมีอะไรหรือ”

ชาวบ้านบอกท่านว่า มีผีเจ้าที่อยู่ตรงนั้น แต่เดี๋ยวนี้จะยังอยู่หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้

หลวงปู่ตื้อ ได้เรียนถาม ท่านพระครูสาธุสิงห์ ซึ่งเป็นสมภารวัดนั้นมานาน เกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมา

ท่านพระครูสาธุสิงห์ เล่าว่า “ข้าเจ้ามาเป็นสมภารอยู่วัดนี้นับได้ ๓๐ ปีแล้ว ทราบว่าผีพวกนี้เป็นวิญญาณเฝ้ารักษาเมือง โดยมากเป็นทหารเฝ้ารักษาประตูวังธาตุแตงโม วิญญาณพวกนี้ไม่ยอมไหว้พระเลย เรื่องนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่ของชาวเมืองหลวงพระบาง

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ตรงที่ป่าโน้นไม่มีบ้านคนเลย มีธารน้ำไหลลงมาจากภูเขาไม่ขาดสาย ทั้งฤดูแล้งและฤดูฝน

พอค่ำลงจะได้ยินเสียงคนพูดกัน มีทั้งชายและหญิงหลายๆ สิบเสียง ได้ยินเสียงตักน้ำ ได้ยินเสียงบั้งทิง (กระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำ) กระทบกัน ชาวบ้านพยายามแอบดูหลายๆ ครั้ง ก็ไม่เห็นอะไรผิดสังเกตเลย แต่ได้ยินเสียง

ตอนกลางวันเงียบสงัด ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

ห่างจากที่ตรงนั้นออกไป มีเขาลูกหนึ่ง ชาวบ้านเล่าว่าเคยเห็นคนรูปร่างสูงใหญ่อยู่ในถ้ำในภูเขาลูกนั้น ๗ วันจะปรากฏตัวให้เห็นที่หนึ่ง

มีสมภารวัดหลายองค์พยายามเข้าไปในถ้ำนั้น แต่ไปไม่ได้โดยตลอด เพราะข้างในมืดและอากาศเย็นมาก เมื่อเดินลึกเข้าไปจะรู้สึกแสบหูมาก พยายามเข้าไปอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

หลังจากนี้มาได้ ๗-๘ ปี ได้มีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเดินธุดงค์มาจากเมืองไทย เคร่งครัดต่อระเบียบวินัยของพระกรรมฐานมาก ท่านเป็นที่เคารพนับถือ และเลื่อมใสของชาวเมืองหลวงพระบางมาก

พระภิกษุหนุ่มรูปนั้นพยายามเข้าไปในถ้ำ และสามารถเข้าไปได้โดยตลอด เดินเข้าไปนานถึง ๗ วันถึงออกมา

มีเรื่องเล่าว่า ท่านเดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็ไม่ปรากฏว่าเห็นมีอะไรผิดปกติ เดินเข้าไปจนถึงที่สุด พอมองขึ้นไปข้างบน เห็นเป็นทางขึ้นไป มีรอยขึ้นลงใหม่ๆ บนก้อนหิน ท่านขึ้นไปตามทางนั้นก็ไม่พบอะไร ฆ้องใหญ่ที่ชาวบ้านได้ยินทุก ๗ วันก็ไม่มี

พระภิกษุจึงเดินกลับออกมาตามทางเดิม แต่ท่านต้องแปลกใจมากที่ตอนขากลับออกมาพบว่า ทางที่ท่านเดินเข้าไปนั้นกลับมีบ้านคนเต็มไปหมด มีชายคนหนึ่งมานิมนต์ให้ท่านนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้

พระองค์นั้นแน่ใจว่าท่านไม่ได้เดินหลงทางเป็นแน่ เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดแล้ว ท่านจึงถามโยมว่า “พวกโยมมาอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ?”

ชายผู้นั้นตอบรับด้วยการพยักหน้า พระจึงถามต่อไปว่า “เมื่ออาตมาเข้ามาก็เดินผ่านมาทางนี้ ทำไม่จึงไม่เห็นบ้านเมือง?”

ชายผู้นั้นไม่ตอบ กลับย้อนถามพระว่า “ท่านมาที่นี่ต้องการอะไร?”

พระตอบว่า “ไม่ต้องการอะไร แต่อยากจะเห็นฆ้องที่โยมตีอยู่ทุกเจ็ดวัน เพราะฆ้องใบนี้เสียงดังไกลเหลือเกิน”

โยมคนนั้นจึงเดินไปหยิบฆ้องมาให้ดู ใบก็ไม่ใหญ่เท่าไรพร้อมทั้งถวายให้พระอาจารย์ผู้นั้นเก็บไว้เป็นอนุสรณ์

จากนั้นโยมก็พาท่านเดินชมไปตามถ้ำ พบสิ่งแปลกตาหลายอย่าง โยมคนนั้นบอกท่านว่า “สมบัติเหล่านี้เป็นของกลาง และจะมีอยู่อย่างนี้ตลอดไปชั่วกาลนาน”

พระภิกษุนั้นได้อำลาโยมคนนั้น ได้นำฆ้องใบนั้นกลับออกมาด้วย ได้เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ที่คนในถ้ำมอบให้ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเคยมีผู้เข้าไปในถ้ำและได้ฆ้องใบนั้นมา

เดี๋ยวนี้ฆ้องใบนั้นยังเก็บไว้ที่ วัดวิชนุธาตุแตงโม ในเมืองหลวงพระบาง จนทุกวันนี้

ฆ้องใบที่ว่านั้นก็ไม่ใหญ่เท่าไร แต่มีเสียงดังกังวานกว่าฆ้องธรรมดาทั่วไปที่ขนาดใหญ่เท่ากันหรือใหญ่กว่า หรือที่มีน้ำหนักเท่าๆ กัน

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า พระภิกษุนั้นหลังที่ได้ฆ้องมาแล้วท่านก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าท่านหายไปไหน มีความเชื่อกันว่าท่านหายเข้าไปอยู่จำพรรษาในเมืองลับแลแห่งนั้น
.
.

หัวหน้าเทพเมืองลับแลมานิมนต์หลวงปู่

เกี่ยวกับเรื่องเมืองลับแลที่เมืองหลวงพระบางนี้ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านให้ความเห็นว่า

“วิญญาณพวกนี้เป็นพวกเทพที่มีอยู่เป็นทิพย์ พวกเขาจะไม่รบกวนมนุษย์เลย เขามีศีลธรรมดีมาก บางครั้งก็พบกันกับพวกเขา แต่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใครเท่านั้น”

หลวงปู่เล่าว่า ตกเย็นท่านได้นั่งสมาธิกำหนดดู ปรากฏว่าผู้เป็นหัวหน้าเทพเหล่านั้น ได้มากราบอาราธนาท่านให้ไปจำพรรษาอยู่ที่นั่น โดยกราบเรียนว่าที่ที่พวกเขาอยู่นั้นก็มีวัดพระพุทธศาสนาด้วย

หลวงปู่ไม่รับคำนิมนต์ โดยบอกเขาว่าท่านมีกิจธุระที่จะต้องประกาศพระพุทธศาสนาต่อไปยังเมืองเชียงใหม่ รับนิมนต์ไม่ได้เพราะขณะนี้ยังไม่อาจกำหนดที่อยู่ประจำได้ ยังต้องการแสวงหาพระธรรมต่อไปอยู่ แล้วหลวงปู่ได้แสดงธรรมให้เขาฟัง

มีผู้กราบเรียนถามหลวงปู่ว่า “ท่านหลวงตาแสดงธรรมอะไรโปรดพวกเทพเหล่านั้น”

หลวงปู่ตอบว่า “พวกเทพเหล่านี้เขามีกายทิพย์ จึงไม่ค่อยเห็นความทุกข์ทางกาย จึงไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลวงตาก็พูดให้เขาฟังในแง่นี้ ให้เขามีความคิดว่าสภาพที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ไม่แน่นอน ถึงจะมีอายุยืนเท่าไรก็ตกอยู่ในสภาพที่ว่านี้เสมอไป”

ในภาพอาจจะมี 1 คน