ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

คุณแม่ท่านเล่าว่า ครูบาอาจารย์ดุท่านแรง ๆ ทั้งนั้น นอกจากหลวงปู่มั่น ท่านไปภาวนากับอาจารย์กงมา ก่อนท่านอาจารย์มหาบัวจะมาห้วยทราย ท่านอาจารย์กงมาให้ภาวนา “ขี้ขุยหม้อนรก ขี้ขุยหม้อนากี”(เศษเดนนรกอเวจี) เพราะคุณแม่มีทิฐิมาก คุณแม่ภาวนาไม่ได้หลับไม่ได้หลับนอน เดินจงกรมจนยุงกัด ๒ ขา เป็นลายหมด จนจิตลง ได้รู้เห็นฌานจึงลากลับไปสกลนครอีกครั้ง ตอนงานศพหลวงปู่กงมา เที่ยวเดินหาซื้อขนมจะใส่บาตรเณรอินทร

เมื่อตอนบรรลุธรรม ท่านเดินจงกรมจนเมื่อยและมานั่งพัก คิดว่ามีเวลาพอจะเอนหลังก่อนไปนึ่งข้าว พอล้มตัวลงทอดอาลัย ก็รู้สึกว่ามีเสียงครืนเหมือนฟ้าผ่าแคร่ที่นั่งหัก มีเสียงผุดขึ้นมาเป็นกลอน ว่าสิ้นชาติภพแล้ว ท่านน้ำตาไหลพรากที่ต้นพะยอมใหญ่ หน้าครัวแม่ชีในปัจจุบัน เมื่อเช้ามืดวันศุกร์ที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๕ ตรงกับวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง

คัดจากหนังสือ “คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ”

เหมือนอย่างเช่นพระโสดาบันนี่ท่านละสักกายทิฏฐิ ความคิดความเห็นที่ว่าร่างกายหรือว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตน ท่านละความเห็นอย่างนี้ได้เลย การที่พระโสดาบันจะละความเห็นอย่างนี้ได้ก็เพราะว่ามาสำรวมจิตใจเพ่งพิจารณาร่างกายนี้เสมอๆ นั้นเองแหละ

อ้าว บางคนก็อาจจะคิดว่าตามตำราแล้วพอฟังเทศน์พระพุทธเจ้าจบลงเพียงกัณฑ์หนึ่งเท่านี้ก็บรรลุโสดาบันแล้วก็จะทันได้พิจารณาร่างกายอะไรมากมายเล่า ทำไมถึงบรรลุรวดเร็วอย่างนั้นได้ บางคนก็อาจจะกังขาในเรื่องเช่นนี้อยู่ จะไปกังขาอะไรเล่า เพราะว่าการสร้างบารมีกระทำคุณงามความดีไม่ใช่ว่ามากระทำเอาชาตินี้เท่านั้นคนเราน่ะ มันก็ต้องทำกุศลคุณงามความดีมาแต่อดีตชาติหนหลังนู่นเมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้มาพบพุทธศาสนาหรือว่าได้พบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ได้มีศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า ได้ปฏิบัติกายวาจาใจไปตามคำสอนนั้นๆ แต่ว่าอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าพอจะได้บรรลุมรรคผล หมดอายุสังขารแล้วก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เมื่อหมดบุญวาสนาในสวรรค์แล้วก็จุติลงมาเกิดในโลกนี้

คนผู้มีบุญหรือคนผู้ที่เคยนับถือพระพุทธศาสนามาแต่ก่อนแล้ว บุญอันนั้นก็มักจะบันดาลให้มาเกิดในยุคในสมัยที่มีพระพุทธเจ้าหรือว่าในสมัยที่มีศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเช่นอย่างในยุคนี้สมัยนี้น่ะ ก็บุญกุศลหรือว่าความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยแต่ในอดีตนู่นแหละมันเป็นปัจจัยติดตามมาบันดาลให้ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก้ได้ศรัทธาเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย

"พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ

“เรามีวาสนาได้มาเกิดพบพระพุทธศาสนา อย่าว่าเป็นของง่าย ๆ นะ บางคนพบก็เหมือนไก่พบพลอย ไก่แจ้พบพลอยนั้นแหละ คุ้ยเขี่ยไปหาแปลงอื่นๆ เรื่อยไป หาแปลงไหนก็ลงเหว ๆ ๆ พลอยเม็ดหนึ่งมันไม่สนใจ สู้ข้าวสุกข้าวสารไม่ได้ ข้าวสุกข้าวสารพาลงจมเลย มันไม่ได้กินแต่เพียงอิ่มปากอิ่มท้อง มันยังเพลิดยังเพลินยังรื่นยังเริงยังหวังร่ำหวังรวยจากข้าวสารนั้นแหละ ก็จมเรื่อย ๆ เพชรพลอยมันไม่เอาละ เพชรพลอยที่มีคุณค่ามากมันไม่สนใจนะ นี่เราให้รู้จักเพชรพลอยนะ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์นี้พลอยอันเลิศเลอสูงสุดแล้ว ที่จะได้นำธรรมมาสั่งสอนสัตว์โลกหรือมารื้อถอนสัตว์โลก แก้กิเลสที่มัดหัวใจสัตว์ออกได้ มีธรรมพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ก่อนธรรมที่จะเกิดพระพุทธเจ้าต้องเกิดก่อน เกิดแล้วก็เจอธรรม แล้วก็เอาธรรมนั้นออกมาแก้สัตว์เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าผ่านไปแล้ว พระสงฆ์สาวกก็แก้แทนไปเรื่อย ๆ มาอย่างนี้ นอกจากนั้นยังวางพระโอวาทไว้อีก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้รวมลงพอประมาณ แล้วประกาศสอนไว้นี้คือบันได นี้คือสายทางเดินเพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัย คือสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ทางก็ทางตรงแน่วแล้ว ตรงแน่วต่อจุดที่หมาย ๆ คือสวากขาตธรรม ที่ว่าตรัสไว้ชอบแล้วไม่ต้องมาแก้ไขอะไรเลย พระพุทธเจ้าสอนไว้เรียบร้อยทุกอย่าง ให้ก้าวเดินตามนี้ ๆ อย่าออกนอกลู่นอกทาง ถ้าออกไปตกเหวตกบ่อ คือฝืนธรรมพระพุทธเจ้านั้นละ ฝืนธรรมก็คือฝืนตัวเอง ทำลายตัวเองนั้นละให้ระวัง”

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

"..การ ถวายทานในงานบุญต่าง ๆ ท่านก็ไม่นิยมให้กล่าวคำถวายเช่นกัน ท่านอธิบายว่า บุญนั้น ผู้ถวายได้ถวายได้แล้ว สำเร็จแล้วตั้งแต่ ตั้งใจ หรือเจตนาในครั้งแรก ตลอดจนนำมาถวายสำเร็จ
ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีก เพียงแต่ตั้งเจตนาดี เป็นกุศลหวังผล คือความสุข การพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเท่านี้ก็พอแล้ว
นั่นมันเป็นพิธีการหรือกฏเกณฑ์อย่าง หนึ่งของเขา ไม่ต้องเอาอะไรทุกขั้นทุกตอนดอก

เจ๊กไฮ เชื้อสายจีน จังหวัดสกลนคร เป็นหัวหน้านำผ้ากฐินมานั้น เมื่อวางจัดผ้ากฐินพร้อมทั้งของอันเป็นบริวารต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว นั่งสักครู่ เห็นว่ายังไม่มีอะไร จึงพากันกราบพระประธาน ( เจ๊กไฮ ก็กราบเหมือนกัน
ท่าทางเหมือนคนจีนทั่วไปเขากราบนั่นแหละ ) แล้วเขาก็ลง จากศาลาไปเดินเลาะเลียบชมวัดวาอาราม
เฉยอย่างสบายอารมณ์ จนกระทั่งพระเณรกลับจากบิณฑบาตรแล้ว ขึ้นบนศาลาเตรียมจัด แจงอาหารลงบาตรจนเสร็จสรรพเรียบร้อยทุกองค์

ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้เรียกเจ๊กไฮมาเพื่อจะได้อนุโมทนารับพรทำไมไม่รับพรด้วย

เขาบอกว่า อั๊วได้บุญแล้ว ไม่ต้องรับพรก็ได้ การกล่าวคำถวายก็ไม่ต้องว่า เพราะอั๊วได้บุญตั้งแต่อั๊วตั้งใจจะทำบุญทีแรกแล้ว ฉะนั้นอั๊วจึงไม่ต้องรับพรและคำกล่าวถวายใดๆ เลย

ภายหลังฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นได้พลิกวิธีคำว่า ผ้ากฐิน มาเป็น ผ้าบังสุกุล

ท่านได้เทศน์ฉลองยกย่องผ้าบังสุกุลของเจ๊กไฮเป็นการใหญ่เลย ท่านกล่าวถึงผ้ากฐินนั้นได้รับอานิสงส์น้อยเพียง แค่ ๔ เดือนเท่านั้นไม่เหมือนกับผ้าบังสุกุลซึ่งได้อานิสงส์ตลอดไป คือ ผู้ใช้สามารถใช้ได้ตลอดไม่มีกำหนดเขตใช้จนขาดหรือใช้ไม่ได้จึงจะทำอย่างอื่นต่อไป และสุดท้ายท่านกล่าวอีกว่า

ใครทำบุญก็ไม่เหมือนเจ๊กไฮทำบุญ เจ๊กไฮทำบุญ ได้บุญมากที่สุด พรเขาก็ไม่ต้องรับ คำถวายก็ไม่ต้องว่าเขาได้บุญตั้งแต่เขาออกจากบ้านมา บุญเขาเต็มอยู่แล้ว ไม่ตกหล่นสูญหายไปไหน บุญเป็นนามธรรมอยู่ที่ใจ อย่างนี้จึงเรียกว่า ทำบุญได้บุญแท้.. "

โอวาทธรรม : หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต