ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

"หนูได้ฟังคุณตาสรศักดิ์ กองสุข แนะนำว่า ถ้าใครต้องการเรียนเก่งและฉลาด ต้องหัดนั่งภาวนา ทำสมาธิให้ใจสงบเสียก่อน หนูอยากเรียนเก่งอยากฉลาดอย่างเขา จึงพยายามนั่งภาวนาทำใจให้สงบ แต่ใจมันก็ไม่ยอมสงบสักที บางทีก็ยิ่งทวีความฟุ้งซ่านมากขึ้นก็มี เมื่อใจไม่สงบเช่นนี้ทำอย่างไรจึงจะเรียนเก่งเจ้าคะ ฯ

หลวงปู่ว่า

"เรียนอะไร ก็ให้มันรู้อันนั้น เดี๋ยวก็เก่งเองแหละ ที่ใจไม่สงบก็ให้รู้ว่ามันไม่สงบ เพราะอยากสงบ มันจึงไม่สงบ ขอให้พยายามภาวนาไปเรื่อย ๆ ไปเถอะ สักวันหนึ่งก็จะได้สงบตามต้องการ."

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยืน

อย่าขี้เกียจนะ...อย่าขี้เกียจ
ขี้เกียจจะไม่่ได้นะ ความขี้เกียจนี่คือกิเลสทั้งนั้น
ไม่มีเลย...ใครที่จะขยัน กิเลสถ้าไม่ขืน ถ้าไม่ฝืนเอาเนี่ยก็เหมือนขี้เกียจไปโรงเรียนแหละ ขี้เกียจเป็นยังไง....
เราก็อยากจะฉลาด จริงไหม
จะเป็นบัณฑิตต้องพยายามภาวนาให้มันได้ พอมันได้ จิตสงบปั๊บ มันขยันเลย มันขยัน ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งทำยิ่งสงบ ยิ่งนั่งยิ่งสงบ ยิ่งเดินยิ่งสงบ การเดินมากๆ เนี่ย มันเป็นการที่ทำให้เวทนาเกิดน้อย....

ธาตุรู้ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

โวหารท่านอาจารย์ดูลย์ ท่านบอกว่า “จิตคือพุทธะ” ท่านพูดย่อๆ หมายความถึง “จิตคือพุทธะ” ไม่ใช่ “พุทธะคือสัมมาสัมพุทธะ”

“พุทธะ” ในที่นี้ หมายความถึง “จิตคือพุทธะ”

“พุทธะ” แปลว่า “ผู้รู้” แต่ไม่ใช่ “สัมมาสัมพุทธะ” ไม่ใช่สัพพัญญู

“พุทธะ” หมายความถึงจิต เมื่อจิตเป็นผู้คิดผู้นึก ผู้ปรุงผู้แต่งสารพัดทุกอย่างนั่นน่ะ อันนั้นน่ะมันจะรู้ขึ้นได้ เพราะความคิดความนึกความรู้สึกอะไรต่างๆสารพัดทุกอย่าง อันนั้นแหละ “จิตเป็นพุทธะ” ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะ สัมมาสัมพุทธะมีอีกอย่างหนึ่ง

ผมจึงตั้งสูตรใหม่ว่า “จิต” กับ “ใจ” มันคนละอย่างกัน ถ้าหากว่าเข้าถึงใจแล้ว ไม่มีความรู้สึกอื่น มีแต่ความเฉยอยู่ แต่ว่ารู้สึกว่าตัวเฉยอยู่ ไม่คิดไม่นึกไม่ปรุงไม่แต่ง อันนั้นแหละพุทธะ พุทธะตัวนั้น คือ “ความรู้” นั่นเอง หรือเรียกว่าธาตุรู้ สิ่งที่รู้ความรู้ต่างๆ นั้นมันเป็นสมมติบัญญัติไป ถ้าหากธาตุรู้แล้วถึงที่สุด ไม่มีอะไรพูดต่อไปอีก ถึงเรียกว่า ธาตุรู้ แต่ว่าธาตุรู้มันก็ยังเรียกว่าสมมติอยู่นั่นเอง สมมติให้รู้เรื่องกัน พูดให้เข้าใจกัน สิ่งทั้งปวงหมดไม่มีอะไร มีแต่ธาตุรู้เท่านั้น ถึงพระพุทธเจ้าท่านเสด็จปรินิพพาน ก็เรียกว่า นิพพานธาตุ สภาวะมันหากเกิดอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น เรียกว่า สภาวะ เรียกว่า ธาตุรู้ พระนิพพานก็เรียกว่านิพพานธาตุ

ผมถึงเรียกสมมติอื่นว่า ธาตุรู้นั้นอันหนึ่ง และสิ่งที่ไปรู้นั้นอีกอันหนึ่ง ถ้าออกจากธาตุรู้นั้นแล้ว ไปรู้สิ่งอันอื่นนอกจากนั้นอีก เรียกว่า ปัญญา ปัญญานี้ เกิดจากความปรุงความแต่งความคิดความนึกสารพัดทุกอย่าง ปัญญา เกิดจากเอาธาตุรู้นั้นไปเกิดปัญญา ไปเป็นจิตแล้วไปเกิดเป็นปัญญาปัญญา นั้นมี ๒ อย่าง ปัญญาโลกิยะอย่างหนึ่ง ปัญญาโลกุตระอย่างหนึ่ง

ปัญญาโลกิยะนั้นคือ ความคิดความนึกปรุงแต่งสารพัด สัญญาอารมณ์ทั้งปวง รู้สิ่งต่างๆหมด แต่หาได้รู้ว่า ตัวพุทธะไปรู้ ไม่ ตามความคิดนึกปรุงแต่งไปไม่มีที่สิ้นที่สุดไม่หยุดไม่ยั้งสักที มนุษย์ชาวโลกจึงพากันปรุงแต่ง พากันคิดพากันนึกอยู่นี่ สารพัดทุกอย่างวุ่นวี่วุ่นวายร้อยแปดพันประการ อันนั้นเป็นโลกิยปัญญา

โลกุตระปัญญานั้น มีเฉพาะท่านผู้ฝึกหัดอบรมจิต ผู้รู้นั่นแหละ ผู้ไปรู้ไปคิดไปนึกนั่นแหละ เอาสติไปควบคุมจิตตรงนั้นแหละ ให้อยู่ในบังคับของสติรู้สิ่งทั้งปวงหมด ให้อยู่ในบังคับคือ บังคับให้รู้ก็ได้ บังคับไม่ให้รู้ก็ได้ ที่มันคิดมันนึกมันปรุงแต่งสารพัดทุกอย่างนั้นรู้เท่ารู้เรื่องของมัน ฝึกฝนอบรมให้มันอยู่ในขอบเขตในบังคับ การฝึกหัดปฏิบัติในธรรมวินัยนี้มีฝึกหัดจิตอันเดียวเท่านั้น อันอื่นนอกนี้ไม่มีอะไรทั้งหมด จะเป็นอย่างไร อบรมอย่างไร ก็ต้องอบรมจิต ครั้นปรารภจิตอบรมจิต จึงจะอบรมจิตให้อยู่ในสติได้ เมื่ออบรมไปโดยมีข้อบังคับจํากัดด้วย ไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันรู้ว่าสิ่งต่างๆทั้งปวงมันมี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในตัว

ครั้นเมื่อมี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว ไปไม่ถึงไหนต้องหมด ไม่ปรุงไม่แต่ง ลงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตตาแล้ว ก็กลับเข้ามาหา “ใจ” คราวนี้ มันกลับเข้ามาเอง พิจารณาไปหมดเรื่องหมดราวแล้ว กลับมาเองหรอก เข้ามาหา “ใจ” มาหยุดนิ่ง

เวลามันจะออก มันออกไปตามอายตนะต่างๆ มันออกไปอยู่ในขอบเขตของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาไปมามันก็รวมลงไปอีก ของเก่า เข้ามาถึงจุดเดิมคือ ผู้รู้ หรือ ธาตุรู้ กลับไปกลับมาอย่างนี้บ่อยๆ จนกระทั่ง ชํานิชํานาญคล่องแคล่วในการที่พิจารณา คราวนี้ไม่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยอนุมาน และไม่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยบังคับ หากเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยอัตโนมัติ

ทีแรก พิจารณาเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยอนุมาน ทีหลังเมื่อพิจารณาชํานิชํานาญแล้ว มันเป็นอัตโนมัติในตัว จึงว่า ศาสนาพุทธถึงที่สุดของการคิดการนึกการปรุงการแต่งการรู้ต่างๆ สารพัดทุกอย่าง มันลงมาถึงของจริง มาถึงผู้รู้

หลวงปู่ดูลย์ท่าน จึงบอกว่า จิต คือ ผู้รู้ ท่านพูดถึงเรื่องจิตอันเดียว แท้ที่จริงจิตกับใจก็อันเดียวกันนั่นแหละ จิตอันใดใจอันนั้น ท่านก็พูดเหมือนกัน ครั้นเข้าถึงใจแล้ว ก็หมดเท่านั้นพุทธศาสนานี้ไม่มีอื่นไกล นอกจากจิตกับใจแล้ว ก็หมดเท่านั้น ผู้รู้ รู้แล้วเข้าถึงใจแล้วละก็หมดเรื่องเท่านั้น

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนา ชุด โอวาทหลังปาติโมกข์ เรื่องธาตุรู้

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๘

ภาพ วัดถ้ำขาม จ.สกลนคร

ในภาพอาจจะมี 1 คน, สถานที่กลางแจ้ง

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ