ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เป็นศิษย์อีกองค์หนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นคนร้อยเอ็ด ในช่วงที่ท่านยังครองเรือนมีครอบครัวอยู่นั้น ท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในการรักษาศีล ๘ มาก และยังภาวนาพุทโธอยู่ตลอดเวลาด้วย อย่างเวลาไปไถนา ดำนา ดำข้าว ก็บริกรรมพุทโธไม่ขาดท่านเคยเป็นผ้าขาวติดตามหลวงปู่คำดี ปภาโส ไปจำพรรษาที่ถ้ำกวาง จ.ขอนแก่น

กระทั่งในปี ๒๔๗๙ ท่านพบกับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และได้ติดตามท่านโดยตลอด โดยตัดสินใจว่าจะบวช หลวงปู่อ่อนท่านจึงสอนขานนาคให้ แต่หลวงปู่บัวท่านเป็นผู้มีปัญญาทึบต้องใช้เวลา ท่องอยู่ถึง ๓ ปี จึงได้บวชที่วัดบึงพลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด เมื่อปี ๒๔๘๒ ท่านมีอายุได้ ๕๓ ปี

เหตุที่ท่านมีปัญญาทึบนั้น ท่านเล่าให้หลวงปู่ผ่านฟังว่า ในอดีตท่านเกิดเป็นหมู หลายชาติมาก ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายเป็นหมูอยู่อย่างนั้น ชาติหนึ่งได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นทหารยศนายพัน แต่ไม่สนทำบุญให้ทาน ตายไปจึงเกิดเป็นหมูอีกหลายชาติ เมื่อมาเกิดในชาติปัจจุบัน ท่านจึงมีปัญญาทึบ หลังจากท่านบวชแล้วท่านได้ไปศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน

จากนั้นท่านจึงมาตั้งวัดป่าหนองแซงขึ้น หลวงปู่ท่านมีนิสัยพูดน้อย ทำความเพียรมาก แม้จะบวชเมื่อมีอายุมาก แต่มิได้เป็นอุปสรรคอันใด ท่านจึงได้รับคำยกย่องสรรเสริญจากครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่เป็นอันมาก กระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านจึงมรณภาพ หลังจากฌาปนกิจศพท่านแล้ว พบว่าอัฐิท่านแปรสภาพเป็นพระธาตุจำนวนมาก

#ที่มา ประวัติและธรรมเทศนาหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป

“พระยสกุลบุตรแต่ก่อนท่านก็นอนอยู่ในกองสมบัติ พ่อแม่มีลูกคนเดียว นอนอยู่ในกองสมบัติก็อยู่อย่างนั้นมาธรรมดาๆ เขาเพลินเราเพลินๆ พอๆ กัน ทีนี้เวลาถึงขั้นของมัน เหมือนผลไม้ที่อยู่บนต้น ตั้งแต่เล็กๆ ก็ได้รับการบำรุงจากอาหารจากลำต้นไปเรื่อยๆ ส่งเข้าไปเลี้ยง ออกดอกออกผลขึ้นมา ลูกเล็กๆ ก่อน ได้รับอาหารที่ไหลซึมไปจากลำต้นเข้าไปๆ ก็ค่อยแก่ขึ้นมาๆ เจริญอยู่ในนั้น พอสุดท้ายนี้อะไรจะหามาบ่มไม่บ่มก็ตาม หลุดจากขั้วตูมเลย ถึงกาลแล้วไม่อยู่ หลุดจากขั้วตูมเลย เรียกว่าสุกแล้ว นั่น

อันนี้อุปนิสัยของคนที่สร้างความดีงามทั้งหลาย เหมือนกับอาหารหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้ได้รับผลเข้าไปเป็นลำดับมันก็แก่ละซิ แก่เหมือนผลไม้ ทีนี้พอแก่เข้าพอๆ อย่างพระยสกุลบุตร นอนอยู่ในท่ามกลางสมบัตินั้นมาด้วยความเพลิดเพลินแต่ก่อน กลับพลิกเป็นไฟไปหมด ที่นี่ขัดข้องที่นี่วุ่นวาย หาความสะดวกสบายไม่ได้เลยอยู่ในกองสมบัติ พ่อกับแม่ก็หมดความคิดที่จะให้ลูกอยู่ครองสมบัติ บอกว่าสมบัตินี้ก็ของลูกคนเดียว กินจนกระทั่งวันตายก็ไม่หมด จะดีดดิ้นหาอะไรวุ่นวายหาอะไรว่างั้นนะ

วุ่นทั้งนั้นลูกถึงเวลาวุ่น มันแก่แล้วมันจะหลุดจากขั้ว เข้าใจไหมล่ะ อาหารที่ส่งเข้าไปเลี้ยงมันไม่รับแล้วที่นี่ ตั้งแต่ลูกเล็กๆ มันรับเรื่อย จนโตขึ้นมาๆ จนกระทั่งถึงแก่ ขั้นแก่แล้วทีนี้มันจะหลุดจากขั้วมันแล้ว มันไม่เอาอาหารนะอาหารหล่อเลี้ยงไม่เอา หลุดจากขั้วตูมเลย พระยสกุลบุตรก็ว่า ที่นี่ขัดข้องที่นี่วุ่นวายอยู่ไม่ได้เลย พ่อแม่เอาสมบัติมากองให้เห็น ไม่อยู่เลย มีแต่จะไปท่าเดียวๆ ไปด้วยความบ่นเพ้อไปอย่างนั้น ว่าขัดข้องวุ่นวาย โลกนี้โลกวุ่นวาย ท่านเกิดกับโลก แต่ก่อนท่านว่าเมื่อไร เมื่อถึงกาลของมันเหมือนผลไม้มันแก่แล้ว มันเคยรับอาหารที่ลำต้นส่งไปให้มาโดยลำดับ ถึงเวลามันแก่มันไม่รับ มันก็เลยวุ่นวาย มันจะหลุดจากขั้วอย่างเดียวไม่เอาอาหาร อันนี้ก็เหมือนกัน ไม่เอา ทุกอย่างไม่เอา ขัดข้องไปหมด”

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

“…ปี พ.ศ.๒๔๘๕ ผู้ข้าฯ เข้าสังกัดวัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ แต่ไปอยู่จำพรรษาอยู่เจริญธรรมสันป่าตอง กับท่านอาจารย์หลอด (ปโมทิโต) อาจารย์เฟื่อง (โชติโก) อาจารย์แส่ว อาจารย์เฟื่อง (โชติโก) เป็นหัวหน้าพาอยู่จำพรรษา ”

เริ่มแรกก่อสร้างเจดีย์หลวง ในสมัยของเจ้าแสนเมืองมาได้ฝังเสา ๔ เสา ต่อนั่งร้านขึ้นไปให้สูงขึ้นเป็นลำดับ เกณฑ์เอาคน ๒ พันคน ให้ยืนต่อกันไปห่างกันช่วงแขน แล้วให้คนสุดท้ายมองเห็นองค์พระเจดีย์

เจ้าแสนเมืองมาเป็นเจ้าองค์ที่ ๗ เป็นเชื้อตนของพญามังรายเมืองเชียงแสน ได้สร้างเจดีย์องค์นี้เพื่อบรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้าแล้วอุทิศบุญให้กับพระเจ้ากือนา

แต่ตำราโบราณกล่าวไว้ว่า ตรงฐานเจดีย์นั้นเคยเป็นที่ก่อเจดีย์มาแต่ก่อนแล้วแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแพร่ศาสนามายังสุวรรณภูมิไทย ลาว เขมร แกว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ชวา สุมาตรา

เจ้าแสนเมืองมาได้ขุดรากฐานเจดีย์องค์เดิมนั้นขึ้นได้พระธาตุจำนวนมาก เก็บไว้แล้วลงรากฐานขุดอุโมงค์บรรจุไว้ใหม่ก่อสร้างไว้ได้ ๑๐ ปี ยังไม่แล้วเสร็จก็ตายไปก่อน

เจ้าสามฝั่งแกน ลูกชายสร้างต่ออีก ๔ ปีได้สมโภช

แต่ในขณะนั้น การบ้านการเมือง การก่อสร้างก็อยู่ในบัญชาของเจ้าแม่เมืองอาติโลกชุดา ผู้เป็นชายาของเจ้าแสนเมืองมา เจ้าแม่คนนี้ได้สร้างวิหาร สร้างพระอัฏฐารส หล่อพระอีกมากมายตามคำของเจ้าแสนเมืองมา

ต่อไปภายหน้า เจ้าแสนเมืองมาจะได้พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๖
เจ้าแม่อาติโลกชุดา เป็นคู่บำเพ็ญของพุทธองค์ที่ ๑๖
เจ้าสามฝั่งแกน เป็นแบบพระราหุล

ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธัมโม ว่าให้ฟัง “แต่เริ่มเจดีย์สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น ก่อไว้บนจอมปลวกใหญ่ องค์เจดีย์สูง ๓ วา ๓ ศอก ใส่พระธาตุพระพุทธเจ้าเอาไว้

ต่อมาสร้างใหม่สมัยเจ้าแสนเมืองมา สูง ๒๔ เมตร กว้าง ๑๔ เมตร

ต่อมาเจ้าติโลกราช สร้างเพิ่มอีก สูง ๘๐ เมตร กว้าง ๕๐ เมตร มีซุ้มพระ ๔ ซุ้ม ๔ ทิศ แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากวัดธาตุดอนเต้าลำปาง มาบรรจุซุ้มทิศตะวันออก พระแก้วมรกตมาอยู่เชียงใหม่ได้ ๘๐ ปี

ในสมัยของแม่เจ้าจิรประภา เจ้าหลวงตนที่ ๑๕ เกิดพายุฟ้าฝนตกนานหลายวัน แผ่นดินก็ไหว ทำให้ส่วนยอดเจดีย์ได้พังทะลายลงเหลือเท่าที่มีอยู่

เจดีย์พังลงมาได้ไม่นาน โจรไทใหญ่ก็เข้าปล้นเวียง เผาบ้านเผาเมือง ขอกำลังทางกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่ขึ้นมาช่วย ทัพพม่าก็เข้ายึดที่สุด เชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า

จนมาสมัยเจ้ากาวิละกับพระเจ้าตากสิน ขับไล่พม่าออกไปจนหมดในเชียงใหม่ กวาดต้อนผู้คนกลับมาเมืองเชียงใหม่

“ เจ้าแก้วนวรัฐได้เงินจากเจ้าแม่ดารารัศมี ๓๐,๐๐๐ บาท มาสร้างกุฏิถวายท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์จันทร์ สิริจันโท ตั้งชื่อกุฏิว่า กุฏิแก้วนวรัฐ อยู่วัดเจดีย์หลวง

ส่วนกุฏิของเพิ่นครูอาจารย์มั่น ภูริทัตโต นั้น เป็นกุฏิยกพื้นสูงเมตรมีชานพักด้านหน้า กั้น ๒ ห้อง มาภายหลังนี้เขารื้อทิ้งไป

ท่านอาจารย์ลี ธัมมธโร วัดอโศการาม อยู่ร่วมกันในพรรษานั้น เป็นผู้อุปัฏฐากเพิ่นครูอาจารย์มั่น(ภูริทตฺโต) ”

ผู้ข้าฯ จำวัดอยู่ในวิหารอยู่ซอกหลัง พระอัฏฐารส ท่านเจ้าคุณขันธิ์จัดให้อยู่ที่นั่น

มีอยู่พรรษาหนึ่งได้อยู่กุฏิ แต่ภาวนาไม่ค่อยดีหากนั่งภาวนารอบเจดีย์ ซุ้มพระ วิหาร วัดเจดีย์หลวง ภาวนาได้ดีแค่ ๓ ที่ เสาอินทขิล นั้นมียักษ์กับคนธรรพ์รักษาอยู่ ต้นไม้ยางมีรุกขเทวดาอารักษ์วัดอาศัยอยู่

เขาจัดงานอินทขิลพวกยักษ์ คนธรรพ์ จะต้องมารับสังเวยแต่ก่อนสังเวยด้วยเลือดเนื้อ มาภายหลังเปลี่ยนมาสังเวยด้วยผลไม้ของหวาน ดอกไม้หอมต่าง ๆ

ท่านเจ้าคุณจันทร์ (กุสโล) ได้นำเอาพระพุทธรูปไปไว้ให้ผู้คนได้กราบไหว้พระพุทธรูปแทนแทนที่ที่จะต้องไปไหว้ผี

เทวาอารักษ์มีเทวดาพระโพธิสัตว์ตนหนึ่งอยู่ทิศตะวันออกของเจดีย์ตรงที่แทนแท่นพระแก้ว รูปงามมีรัศมีสีทองร่างใหญ่นั่งสมาธิอยู่ชอบมาหาผู้ข้าฯ สนทนาเรื่องบารมีธรรม การบำเพ็ญพุทธธรรมเทวดาตนนี้เป็นเจ้าหลวงเมืองเชียงตุง เคยได้ทำบุญให้ทานแก่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ไปเป็นเทวดาติดตามมาอยู่วัดเจดีย์หลวง จะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๙๐ นับแต่พระศรีอารียะเมตไตรโยไป (อันนี้ตัวเขาเป็นคนบอกไว้เอง)

“ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ อยู่วัดเจดีย์หลวงในตอนหลังนี้ได้ ๕ ปี เจ้านาย คุณหญิงคุณนาย ในกรุงเทพฯ อยากฟังเทศน์ธรรมต้องการที่จะทำบุญให้ท่านด้วย ขึ้นมานิมนต์ขอให้ท่านลงไปทุกปี

สุดท้ายท่านก็ลงไปกรุงเทพ ลงไปแล้ว มีโยมทางลพบุรีมานิมนต์ไปเทศน์ธรรมท่านไปโปรดขณะขึ้นธรรมมาสน์หัวเข่ากระแทกกับหัวเม็ดข้างธรรมมาสน์ กระดูกหัวเข่าแตกแข้งหัก แต่ท่านก็เทศน์ไปจนจบแล้วให้โยมอุ้มลง เข้าไปรักษาตัวอยู่กรุงเทพฯ ”

เพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ได้ข่าวจึงมอบหมายให้ท่านอาจารย์แหวน (สุจิณฺโณ)ลงไปช่วยดูแล จนที่สุดไม่นานก็มรณภาพไป

ท่านอาจารย์ตื้อ (อจลธมฺโม) ว่า “จามเอ๋ย เจ้าคุณปู่ใหญ่พระอุปัชฌาย์ของผม(ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ) สมณศักดิ์ก็ได้หลายตำแหน่ง คุณของธรรมะก็แจ้ง อาจาระก็งาม มีความรู้ความสามารถแจกอรรถแปลแก้ธรรมก็ดีมาก การปกครอง การบริหาร การวางแผนการศึกษา เข้าเจ้าเข้านายได้หมดทุกอย่าง

ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็เคารพกราบไหว้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ครูบาเจ้าศรีวิชัย มาขอนิสสัยท่านเจ้าคุณใหญ่พระอุปัชฌาย์ท่าน ก็เทศน์นิสัยพุทธะให้แก่ครูบาเจ้าศรีวิชัย …”

ธรรมะประวัติองค์หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม (วัดหนองน่อง) บ้านห้วยทราย ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

"...ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) วัดอโศการามนี้ สมกับเป็นผู้บำเพ็ญบารมีมานาน มีความรู้อะไรลึกซึ้งหลายอย่าง หลายประการ

เสียแต่สู้บุพพกรรมที่เคยฆ่ามนุษย์เมื่อคราวที่เป็น พระเจ้าอโศกมหาราช เมืองปาฏลีบุตรไม่ได้

มาชีวิตนี้ทำให้ได้รับผลอายุสั้นได้แค่ ๕๕ ปี เท่านั้น

(จากหนังสือธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ)

“ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) เพิ่นเดินธุดงค์ ไปพักรุกขมูลผานกเค้ากับพระ พอมาถึงใกล้กับผานกเค้า

พักอยู่กับพวกที่ทำถนน แล้วโยมเขาเอารถไปส่งให้ถึงภูกระดึง เพิ่นบอกโยมเขาว่าจะไปหาฤาษีตนหนึ่งอยู่เชิงภู

โยมก็ว่าแถบนี้ไม่มีฤาษี แต่ก็ไปเสาะหา แต่ชาวบ้านพวกทำถนนเขาไม่รู้ภาษาคำพูดเพิ่น แต่เพิ่นก็ ไปเสาะหาไปคนเดียว จึงไปเห็นฤาษีตนหนึ่งหน้าตาเหมือนกับคนเฒ่า อายุประมาณ ๗๕ ปี นุ่งห่มหนังเสือ สวมชฎาใบไม้ แต่สะอาดสะอ้านหมดจด

สอบถามกันและกันได้ความว่า อายุได้ ๒,๐๐๐ ปี แล้วอยู่บนภูเขาแถบนี้ ตั้งแต่หล่มสัก น้ำหนาว ภูกระดึง ภูเขาแถบถิ่นนี้ เป็นเทพบุตรฤาษี ถือเพศเป็นฤาษี แต่บำเพ็ญอย่างเดียวในพรตธรรม
พระวินัยขององค์พระพุทธเจ้า

เป็นเทพบุตร เป็นหัวหน้าเทวดาในแถบนั้น เพิ่นว่าคราวนั้นล่ะ ที่เพิ่นไปเห็นตารุกขปติเทพบุตร ผู้เป็นผู้ควบคุมเปรตผีทั้งหมด

ตารุกขปติยังได้ฝากคำ กับท่านอาจารย์ลี มาหาผู้ข้าฯ ให้ไปโปรดเทศน์ธรรมให้เขาฟัง เดี๋ยวนี้เป็นเทพอยู่ยังรอคอยอยู่

แต่ฤาษีเทพบุตรตนนั้น บำเพ็ญบารมีมา แต่เมื่อครั้งพระอุบาลีเถรเจ้ามาอยู่จำพรรษา สร้างวัดอยู่ถ้ำผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จ.เลย

ตัวเขาเป็นหัวหน้าผู้คนในแถบถิ่นนี้ บำรุงดูแลอุปัฏฐากพระอุบาลีเถรเจ้า ทุกอย่างทุกประการฟังเทศน์ฟังธรรม ทำอยู่อย่างนั้นได้ ๓ ปี

พระอุบาลีเถรเจ้า จึงได้นิพพานไป นิพพานในถ้ำผาบิ้งนั่นหล่ะ (พ.ศ.๔) ผลอานิสงส์อันนั้นทำให้ได้เป็น เทพบุตร อยู่บนดาวดึงส์ ๓๐๐ กว่าปี

เห็นว่าอยู่บนสวรรค์ ไม่ได้ประโยชน์อะไร จึงได้ลงมาอยู่บนภูกระดึง ถือเพศบำเพ็ญเป็นฤาษีหนีจากนางฟ้าเทวดาทั้งหลาย

ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) เพิ่นเล่าว่า เพิ่นนั่งภาวนาอยู่แต่วัดบรมนิวาส(กรุงเทพฯ) ช่วงที่อยู่สอนผู้คนสอนกรรมฐานให้กับเจ้าคุณสมเด็จอ้วนฯ(สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อ้วน ติสโส) มองมาแต่กรุงเทพฯ

เห็นฤาษีเทพบุตรตนนี้ นั่งภาวนาอยู่บนก้อนหินชะง่อนผาอยู่บนภูกระดึง เมื่อได้โอกาสจึงไปหา เพราะหลายภพหลายชีวิต ที่ได้บำเพ็ญเป็นหมู่เป็นเพื่อน กันมา

ผู้ข้าฯ ถามว่า “ท่านอาจารย์ไปพูดคุยอะไรบ้าง ? ”

“หลายเรื่อง หลายอย่าง เรื่องกสิณ เรื่องภพชาติเกิดตายผ่านมา

เรื่องราวในชีวิตนี้ เรื่องความเป็นไปในโลก เรื่องฟ้าเรื่องฝนเรื่องของมนุษย์”

“ก็แสดงว่าเทวดาตนนั้นมีอภิญญาณพอสมควร”

“ได้อยู่ เพราะเป็นลูกศิษย์ของพระอุบาลีเถระ”

“นานไหมครับ นานหรือยัง”

เขาว่า “พ.ศ.๒, พ.ศ.๓, พ.ศ.๔”

“ผม เคยได้ยินเพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ว่าถ้ำผาบิ้งวังสะพุงเมืองเลย พระอุบาลีเถรเจ้ามาสร้างวัดแล้วนิพพานอยู่ที่นั้น ก็จริงนะซีครับ”

“จริงแน่นอน เพราะผมไปพบหลักฐานแล้ว” ท่านอาจารย์ลีตอบ

ท่าน อาจารย์ลี (ธมฺมธโร) วัดอโศการามนี้ สมกับเป็นผู้บำเพ็ญบารมีมานาน มีความรู้อะไรลึกซึ้งหลายอย่าง หลายประการ

เสียแต่สู้บุพพกรรมที่เคยฆ่ามนุษย์ เมื่อคราวที่เป็นพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เมืองปาฏลีบุตรไม่ได้ มาชีวิตนี้ทำให้ได้รับผลอายุสั้นได้แค่ ๕๕ ปี เท่านั้น ยังเผยแพร่ธรรมะยังไม่กว้างขวาง

เรื่องการก่อสร้างเจดีย์ของเพิ่น ก็ยังไม่ทันได้สร้างได้ที่วัดอโศการาม สร้างได้แต่ที่ถ้ำพระสบาย แม่ทะ ลำปาง

หมู่พระที่เดินธุดงค์กับเพิ่นคราวนั้น ที่ไปด้วยกับเพิ่นนั้น ทำผิดทำวิบัติหลายอย่าง ผิดสัจจะก็มี ไม่เชื่อฟังคำของเพิ่น ใจไม่ลงให้เพิ่น

เทวดาจึงได้เอาฝนเอาฟ้ามาลงโทษให้สำนึก เขาเอาทั้งลมทั้งฟ้าผ่า ทั้งฝนมาให้ ถึงขนาดนั้นเขายังใส่โทษท่านอาจารย์ลี(ธมฺมธโร) อีกว่า ใช้ฤทธิ์บัลดาลให้เขาได้รับความลำบาก

เมื่อไปถึงวัดบรมนิวาสแล้วก็ยังหาเรื่องหาความใส่อย่างนั้น อย่างนี้ จนที่สุดนอนหลับตายไป

ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) นี้เทวดาก็รัก มนุษย์ก็นิยม ลูกศิษย์ของเพิ่นครูอาจารย์มั่น(ภูริทตฺโต) ในยุคสมัยนั้นก็มีท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) ท่านอาจารย์ชอบ(ฐานสโม) ที่เทวดารัก เทวดาเข้าหา เข้าขอฟังเทศน์ธรรม

ท่านอาจารย์ตื้อ (อจลธมฺโม) นั้นเก่งทางปราบทิฐิของพวกนาคพวกภูมิ ภูมิต่าง ๆ

ต่อมาอีกในภายหลัง ท่านอาจารย์แหวน (สุจิณโณ) ผู้คนทั่วประเทศก็กราบไหว้บูชา เคารพนับถือ นับแต่พระเจ้าอยู่หัวจนชาวบ้าน

เทพบุตรนรสีหะตนที่อยู่ภูกระดึง ที่ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) ไปพบปะนั้น เขาปรารถนาต้องการที่จะเป็นพระพุทธเจ้า นับจากพระศรีอาริย์ไปเป็นลำดับที่ ๘ (พระเตยยะพุทธเจ้า)

เป็นองค์ที่ ๘ ในอนาคตวงศ์ (พระเตยยะพุทธเจ้า) เทพบุตรตนนี้เป็นมิตรเป็นหมู่กับท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) มาหลายภพหลายชาติ ”

ส่วนทางด้าน “ตารุกขปติเทพบุตร” ชาวบ้านเขาเรียกว่า “ปู่หลุบ” หรือ “ปู่ตาหลุบ” หรือ “เจ้าพ่อปู่หลุบ” เป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลพวกผีและเปรตที่พ้นจากนรกขึ้นมาแล้ว

เรื่องของ “ตารุกขปติ” ตนนี้นั้น ผู้ข้าฯ พิจารณาแล้วว่า..

“แต่เมื่อครั้งกัปป์ศาสนาของพระพุทธเจ้าเวสภู ตาแกเป็นคนทุกข์ยากไร้ทำกสิกรรมเลี้ยงชีวิตในเขตวังสะพุง (อ.วังสะพุง จ.เลย)

ได้ลูก ๗ คน เป็นชาย ๔ คน เป็นหญิง ๓ คน แต่เมื่อลูกเกิดมาแล้วพ้นจากท้องของแม่แล้วผีก็มาเบียดเบียนจนถึงแก่ความตายเกิดมาแล้วก็ตาย ออกมาแล้วก็ตาย ตายหมดทั้ง ๗ คน

มาสุดท้ายผู้เป็นเมียก็ตายไปอีก ตัวคนเฒ่าก็เป็นทุกข์เรื่องลูกตายหนีเสีย เมียตายหนีจาก เพราะพวกผีทั้งหลายโกรธแค้นให้ว่า

คนเฒ่าผู้นี้บุกรุกแผ้วถางป่าทำลายบ้านเรือนของพวกตน ลูกเมียของผีพวกนั้นถูกไม้ทับตาย ผีก็มาแก้แค้นคืน

มีพระปัจเจกก์พุทธเจ้ามาแต่ถ้ำต่างๆ ตามละแวกภูเขาแถบนั้นมาบิณฑบาตกับคนเฒ่า

คนเฒ่าก็เอาแตงโม แตงไทย แตงอื่นๆ ใส่บาตรถวายพระปัจเจกก์ ทำอยู่อย่างนั้นจนตลอดชีวิต ตั้งความหวังปรารถนาว่า...

“ ขอให้ได้เป็นเจ้าผู้ปกครองผีทั้งหลายในโลกนี้ ”

เมื่อตายจากชีวิตนั้นก็สมหวังทันที ได้เป็นหัวหน้าเทพผู้ปกครองดูแลพวกผีทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าผีว่าเปรต

หากพ้นจากนรกมาแล้ว ก็ให้ “ตารุกขปติ” ผู้นี้เป็นผู้ดูแลควบคุมมีบัญชี

นรกสัตว์ในนรก ท่านพญายม เป็นผู้ดูแล

สวรรค์ ท้าวฐตรถ เป็นผู้ดูแล

นาค ท้าววิรูปักข เป็นผู้ดูแล

ครุฑ ท้าววิรุฬโห เป็นผู้ดูแล

ยักษ์ ท้าวเวสสุวัณ เป็นผู้ดูแล

ปราสาทวิมานของตารุกขตนนี้อยู่ผานกเค้า แต่ที่ทำการของพวกเขาอยู่เขตภูผาม่าน

ตารุกขปติเจ้าแห่งผีตนนี้มีเมีย ๒ คน มีลูกสาว ๔ คน เป็นรูปเทวดาพวกผีทั้งหลายในโลกกลัวเกรงเป็นที่สุด..."

ธรรมะประวัติองค์หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม (วัดหนองน่อง) บ้านห้วยทราย ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร