ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

“นิพพานก็รู้แล้ว ทางไปก็รู้แล้ว ประตูนิพพานก็รู้แล้ว ญาท่านมั่นท่านก็สอนไว้ทุกอย่าง”

ที่นี้พอภาวนา ใจก็ไม่ยอมลงให้หลวงปู่กงมา ทำอย่างไร จิตใจก็ไม่อ่อน ไม่ลง จิตไม่รวม แข็งกระด้างอยู่อย่างนั้น ก็ได้แต่นึกด่าตัวเองอยู่ในว่า

“อีทิฐิ อีมานะ อีหยาบ อีดื้อ อีหม้อนรกอเวจี”

นั่งภาวนาก็ด่า เดินจงกรมก็ด่า ปวดท้องบิดก็ปวด ฝนก็ตกกระหน่ำ เดินจงกรมตากฝนตลอดคืน จนค่อนสว่าง จึงทบทวนตรวจดูตนเองว่าเป็นอย่างไร จึงแข็งกระด้างหนักหนาจิตใจดวงนี้ มาคิดได้ว่า

"กิจของตนก็ประกอบอยู่แล้ว ข้าวปลาอาหารก็อาศัยอยู่กับครูบาอาจารย์ มันดื้อ มันอวด มันประจานตัวเอง ไม่ยอมลงแก่ใครๆ อยู่นี่เพราะมาถือว่าตนรู้ ถือผู้รู้ นี้หรือ?"

ทีนี้ก็เลยตั้งจิตอธิษฐานขออโหสิกรรมพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ไหว้พระ สวดมนต์ เจริญเมตตา จิตจึงลั่นครึบ ตกวูบลงภายใน สงบนิ่งอยู่สักพัก แสงสว่างภายใน จากจุดน้อยๆ ก็สว่างมากขึ้น กว้างขึ้น ขยายกว้าง จนสว่างหมด แต่ก่อนมันไม่สว่าง ไม่ชัดเจนหริบหรี่อยู่ พอจิตยอมแล้วก็สว่างแจ้งใส ใจก็ชัดเจน พิจารณาอะไรมันก็ควร จิตอ่อน จิตเบา จิตควรแก่การงาน มีธรรมะอบรมอยู่ในใจ พิจารณาธรรมะอันใด ก็ชัดเจนหมด

คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
สำนักชีบ้านห้วยทราย จ.มุกดาหาร

เห็นไหมหลวงปู่นั้น หลวงปู่นี้ เดี๋ยวก็เจ็บโน่นเจ็บนี่เข้าโรงพยาบาล แท้ที่จริงจิตท่านหลุดแล้ว แต่ร่างกายมันเป็นของที่รองรับกรรมทั้งหลาย อาตมาจึงไปถามหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ อาตมาก็ศึกษา

"หลวงปู่ เวลาหลวงปู่จะหนีเข้านิพพาน กรรมมันว่ากันยังไง? "

โอ้ยมันรุมกัน มากันไม่รู้ทางใต้ ทางเหนือ มาทุกรูปแบบ จะมารบกวน ก็จะหนีแล้วนี่ ใครก็อยากใช้ เหมือนญาติโยมเป็นหนี้เขาซัก ๑๐ คน พอขายที่บ้านในกรุงเทพฯ ได้หลายล้าน ให้เจ้าของนี่มีแต่คนจะมาเอา รุมเลย เค้าก็อยากมาเอาค่าหนี้ที่เราติดเค้า

ก็เหมือนกับพระอริยเจ้าทั้งหลายที่ท่านจะเข้านิพพาน ก็เคยคิดนะบางที ว่าเออกรรมอะไรที่มันมีอยู่ มาใช้ให้หมดตอนนี้ซะดีกว่า ไข้เลยนะ ไม่ถึง ๓ วัน เอาเลยมาจริงๆ นะ เลยไม่พูดเลยทุกวันนี้..."

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นพระภิกษุ คณะธรรมยุติกนิกาย ที่ได้รับความเคารพนับถือจากพุทธศาสนิกชนในฐานะพระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สายของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แม้ท่านจะละสังขารไปกว่า 30 ปีแล้ว หากแต่ คำสอนหลวงปู่ขาว ยังคงอยู่ในความทรงจำ สร้างศรัทธาในหมู่ชาวพุทธรุ่นแล้วรุ่นเล่าและเป็นความจริงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

1. ถ้าต้องการความเจริญก้าวหน้า อย่าอิจฉาคนอื่น

2. อุปสรรคเป็นสัญลักษณ์ประการหนึ่ง ที่ช่วยผลักดันคนธรรมดาให้เป็นมหาบุรุษได้

3. จงยินดีในวิเวก จงยินดีในความเพียร จงยินดีละกิเลส ชื่อว่าได้ปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา

4. ถ้าเราเว้นทำบาป ก็จะไม่มีความเดือดร้อน ใครจะว่าอย่างก็ตาม เราไม่ว่าเขา เขาติฉินนินทา เขาก็ว่าใส่ตัวเขาเอง ปากของเขาก็อยู่ที่เขา หูของเขาก็อยู่ที่เขา

5. บางคนทำบุญทำทานกันใหญ่โตมโหฬาร แต่เสียเพราะความโกรธ ความมีโทสะ ความโกรธไหม้กุศลผลบุญจนหมดสิ้น เมื่อหมดบุญหมดกุศล บาปก็พลอยทวีคูณขึ้น ผลทานก็หนี ผลศีลก็ไม่มี ผลภาวนาก็หนีเข้าป่าไปหมด

6. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมดีกรรมชั่วที่ตนทำไว้ คนดีถึงจะทำตัวเป็นใบ้ใครก็รู้ ถึงจะหลบหลีกปลีกตัวอยู่ถ้ำ ภูเขาถึงแม้มนุษย์ไม่รู้ เทวดาก็บอกเองกลิ่นของศีลย่อมฟุ้งขจรขจายไปทั่วทิศ เป็นนิมิตหมายของคนดี

7.คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีลมีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี การจำแนกสัตว์ให้ดีให้ชั่วต่างๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทำกรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรมทั้งกรรมดีกรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน

ที่มาจาก หนังสืออนาลโยวาท พระธรรมเทศนาของพระอาจารย์ขาว อนาลโย

“ ด้านภาวนา สอนให้เลือกเอาตามจริตนิสัยที่สะดวกของจิต เป็นที่สบายของจริต ในกัมมัฏฐาน ๔๐ ห้องอันใดอันหนึ่งแล้วแต่สะดวก เมื่อบริกรรมและเพ่งอยู่พอก็ลงไปปรากฏรสชาติอันเดียวกัน

เช่น ขณิกสมาธิรวมลงไปขณะหนึ่งแล้วถอนออกมา อุปจารสมาธิรวมลงไปแล้วมักจะมีนิมิตต่างๆ เช่น แสงเดือนหรือดวงพระอาทิตย์ ดวงดาว ควันไฟ เมฆหมอก กงจักร ดอกบัว เทวบุตร เทวดา หรือร่างของตน ปรากฏว่าพองขึ้น หรือเหี่ยวลง

หรือปรากฏว่าเหาะเหินเดินอากาศโลดโผนต่างๆ นาๆ เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่าอุปจารสมาธิทั้งนั้น จาระ แปลว่า ไปตามนิมิตแขกที่มาเกยมาพาด ภายหลังจากนิมิตเดิมที่เพ่งไว้ ฌานัง แปลว่า เพ่งอยู่ อุปจารสมาธินี้หมดกำลังก็ถอนออกมาเหมือนกัน

อัปปนาสมาธิเข้าไปละเอียดกว่านั้นอีก แต่ไม่มีนิมิตแขกมาเกยมาพาด เป็นแต่รู้ว่าจิตอยู่ไม่วอกแวกไปทางใด และไม่สงสัยว่าจิตเราเป็นสมาธิหรือไม่หนอ ย่อมไม่สงสัยในขณะนั้น ไม่ปรากฏว่ามีกาย ปรากฏแต่ว่ามันรู้อยู่เท่านั้น ไม่ได้วิตกวิจารอันใดเลย แต่หมดกำลังก็ถอนออกมาอีก แต่นานกว่าอุปจารสมาธิ เพราะความหยุดอยู่แน่วแน่นิ่งกว่ากัน

ขนิกสมาธินี้ ภวังคบาตก็ว่า ขนิกภาวนาก็ว่า ขนิกฌานก็ว่า
อุปจารสมาธินี้ ภวังคจลนะก็ว่า อุปจารภาวนาก็ว่า อุปจารฌานก็ว่า
อัปปนาสมาธินี้ ภวังคุปปัจเฉทะก็ว่า อัปปนาภาวนาก็ว่า อัปปนาฌานก็ว่า

แต่การเรียกชื่อใส่ชื่อลือนามนั้นเป็นรสชาติอย่างหนึ่ง ส่วนรสชาติของสมาธิแต่ละชั้นก็เป็นรสชาติไปอย่างหนึ่ง คล้ายกับลิ้นจิบแกงน้อยก็รู้จักรสน้อย จิบมากก็รู้จักรสมาก แต่มิได้สอนให้ติดอยู่เพียงแค่นี้ เพราะสมาธิชั้นนี้อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์ มีอนิจจังเป็นต้น

แต่จัดเป็นฝ่ายเหตุ ฝ่ายมรรค ฝ่ายผลของเหตุผลของมรรค 
เป็นปุญญาภิสังขารทั้งนั้น เป็นของจริงขนาดไหนล่ะ จริงตามฐานะแต่ละชั้นแต่ละชั้น เช่น หนังก็จริงตามฐานะของหนัง เนื้อก็จริงตามฐานะของเนื้อ เอ็นก็จริงตามฐานะของเอ็น กระดูกก็จริงตามฐานะของกระดูก เป็นต้น

จริงตาสมมุติที่ใส่ชื่ลือนาม จริงตามปรมัตถ์เสมอภาค คือเกิดขึ้นแล้ว แปรปรวน และแตกสลายไป ไม่เกรงขาม ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น สติปัญญาชั้นนี้ก็ต้องพิจารณาให้แยบคาย ให้รู้ตามเป็นจริงในชั้นนี้ลึกลงไปอีก มิฉะนั้นความหลงไม่มีหนทางจะร่อยหรอไป

เพราะความหลงเป็นแม่ทัพของกิเลสชั้นที่หนึ่ง อันมีอำนาจเหนือกิเลสใดๆ ทั้งสิ้น จึงบัญญัติว่าอวิชชา เพราะไม่ใช่วิชชา แต่เป็นวิชชาที่พาท่องเที่ยวเสวยสรรพทุกข์ เป็นวิชชาของกิเลสมาร เพราะกิเลสมารมีอำนาจเหนือมารใดๆ ทั้งสิ้น “

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
( จากหนังสือบูรพาจารย์ )