ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

ปุจฉา :
หลวงปู่มีอะไรจะแนะนำในเรื่องการปฏิบัติทางจิตบ้างครับ
: วิสัชนา :
จะเอาทางจิตทางใจก็เอา แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นี้มีขึ้นที่ใจอย่างเดียว
รักษาแต่ใจอย่างเดียวให้แน่นหนา
รักษาแต่ใจอย่างเดียวตลอดชีวิต รักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์
ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถสิบ รักษากายวาจาใจให้บริสุทธิ์ นี่เป็นเบื้องต้น
เวลาอยู่ในคนหมู่มาก ได้พูดกับคนหมู่มาก บางทีจะลืมตัวไป
จงมองเข้ามาดูใจนี่ ใจนี้เป็นใหญ่ คุมกายกรรม วจีกรรม
ให้รู้เข้ามาในกาย ให้มองมาดูใจนี่แหละ
เอาใจนี้เป็นผู้รู้ ใจนี้เองน่ะแหละเป็นผู้หลง ใจนี้แหละเป็นผู้ละ
ปฏิบัติกายวาจาใจนี่ให้เรียบร้อย กายนี่ก็ออกไปจากใจนี่แหละ
ให้พิจารณา กายนี่เขาก็ไม่เที่ยง ใจนี่เขาก็ไม่เที่ยง
แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็ชี้เข้ามาที่ใจนี่แหละ ใจนี้เป็นเหตุ
ให้ใจนี้ละ ให้ใจนี้วาง ให้ใจนี้ถอน ถอนทุกสิ่งทุกอย่างหมด มันจึงจะได้
ถอนทีแรกก็เอาใจนี่แหละถอน
ถอนอยู่ที่ใจนี้ ละอยู่ที่ใจนี้ วางอยู่ที่ใจนี้ ให้ใจนี้รักษา
ต้องรักษาตา รักษาหู รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษากายวาจานี้แหละ
รูปมาทางตานี่ ก็นึกที่ใจ พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี ก็ที่ใจนี่แหละ
เอาศีลนำออกมาให้หมดจากใจของตน
ละออกจากใจนี่แหละ เอาใจนี่วาง เอาใจนี่ถอนมันให้หมด
เวลาไปหาหมู่มาก พูดไปพูดมาแล้วก็หลง มันหลงใหลอยู่เท่านั้นแหละ
ต้องน้อมเข้ามาที่ใจของตน สิ่งใดก็ตามเถอะ ให้น้อมเข้ามาสู่ใจ
แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็ชี้เข้ามาที่กายที่ใจนี่แหละ
อุปัชฌายะสอน ก็สอนเข้ามาถึงกายนี้แหละ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ
ปัญจกกัมมัฏฐาน กายคตากัมมัฏฐาน ฐานที่ตั้งของกายนี้แหละ
กายเขาไม่รู้แจ้ง จะรู้แจ้งก็รู้แจ้งที่ใจนี่แหละ
เอาใจละสิ่งทั้งหลายที่มาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
มาทางตา ที่พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี มาทางหู ที่พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี
มาทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่พอใจก็ดี ที่ไม่พอใจก็ดี
เอาศีลนี่แหละนำออกเสียด้วยปัญญาของตน ออกไปจากใจนี้
ใจเป็นผู้รู้ ผู้ละ ผู้ถอน ผู้วาง รับเอาทุกเรื่องก็ไม่ไหวละ มันเป็นธรรมเมาเท่านั้นแหละ
เรื่องอดีตอนาคตก็ใช้ปัญญานำออกให้หมด
ตัดอดีตอนาคตหมด อย่าให้มันเหลือ อดีตอนาคตมันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์
ตัดอดีตอนาคตออกแล้ว ให้จิตนิ่งอยู่กับปัจจุบัน
เดินอยู่กับปัจจุบัน ว่างอยู่กับปัจจุบัน วางอยู่กับปัจจุบัน
มันจึงเป็นพุทโธ มันจึงเป็นธรรมโม สังโฆ อยู่นี่แหละ
มัวเอาที่อื่นอยู่ มันก็ไม่ไหวละ
รักษาตา รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษาหู รักษากาย ใจ ให้ตลอด
เวลาพบคนมาก มันก็ต้องมีหลายสิ่งหลายประการ
พูดอยู่ก็ต้องน้อมเข้ามาหาใจ มากำหนดให้รู้ใจของตน
อุปาทานทั้งห้ามันเกิดมาจากใจนี่แหละ
อนิจจังทั้งห้ามันก็เกิดจากใจนี่แหละ เหตุมันก็มาจากใจนี่แหละ
ทุกขังทั้งห้าก็ดี อนัตตาทั้งห้าก็ดี นิจจังทั้งห้าก็ดี
มันเป็นนิจจัง มันอยู่คงที่ มันเที่ยงอยู่ อนัตตาทั้งห้ามันวางหมด
แล้วทีนี้มันเป็นอัตตาตั้งอยู่ภายใน ยึดเรื่อยไปก็เป็นอัตตา
แต่อาศัยอนัตตาอยู่ เพราะว่าไปพิจารณาอยู่
อุปัชฌาย์สอนก็ชี้ลงที่กายนี้เสียก่อน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ
นึกถึงปัญจกัมมัฏฐาน กายคตากัมมัฏฐาน
เวลาได้โอกาสก็ให้นั่งทำความสงบ
ทุกข์มันจะเกิดขึ้น มันก็เกิดที่นี่ ที่ใจนี่แหละ
เจ็บแข้ง เจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บเอวก็เกิดขึ้น
กำหนดทุกข์เข้าจนรู้เหตุรู้ผล รู้เหตุว่ามันนำทุกข์มาให้เสวย
เหตุดับ ทุกข์ดับ ปัจจัยของเราก็ดับ อวิชชาความมืดก็ดับ
นี่แหละให้หมั่นตั้งใจรักษา ศีลก็บัญญัติลงที่ใจนี่แหละ
สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี บัญญัติลงในกายในใจนี่แหละ
สองอย่างเท่านี้แหละ รู้ทางกายก็วางให้หมด รู้ทางกายก็ชวนเข้ามาที่ใจนี้แหละ
แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รู้ที่ใจนี้แหละ
ใจจึงเป็นเหตุ ก็เอาใจนี่แหละละ ก็เอาใจนี่แหละถอน
เอาใจนี่แหละวาง วางอยู่ที่ใจ นี่แหละมันจึงจะใช้ได้
ถ้าไปเอาอันอื่นมาละ มันใช้ไม่ได้หรอก
ที่อุปัชฌาย์สอนก็สอนที่กายนี้ ดีสงบก็ที่กายนี้ ดีสงบก็ที่ใจนี้ คิดดีก็ใจนี้ คิดชั่วก็ใจนี้
ดูไปๆ มันก็ได้กำลังนะ เอาเข้าๆ มันก็ได้กำลัง เบิกยา รู้แจ้งเห็นจริง
ผู้ปฏิบัติน้อมเข้ามาปฏิบัติกายวาจาใจ ธรรมะเกิดขึ้นในดวงใจนี้
เวทนาคือตัวกรรม ไม่ใช่มีกับเราเท่านั้น เวทนาคือตัวกรรมบุญ เวทนาคือตัวกรรมบาป
น้อมเข้ามาที่นี่จนถึงอัพยากตธรรม ทางนี้ไม่มีกิเลสหนา
อัพยากตธรรมเป็นฐาน น้อมเข้ามาที่นี่
พูดมากคุยมากมันก็มากไป จงหยุดน้อมเข้ามาในใจเสียก่อน เดี๋ยวจะลืมไป
เอาแค่นี้ก็อยู่ได้ เอามามากมายก็จะทุกข์ ใจนี่มันคิด ใจนี่มันทุกข์
ตัดออกให้หมด ไม่คิดไม่นึก เมื่อไม่คิด จิตของเราก็ตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่ได้ไปที่ไหน
รูป เสียง กลิ่น รส ธรรมารมณ์ทั้งห้า นำเอาเข้ามาหมักหมมไว้ในใจ
ให้เขาผ่านไป ไม่เก็บเข้ามา ใจก็เป็นปกติ ไม่ไปที่ไหน
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นปกติ รูป เสียง กลิ่น รสนี่เป็นธรรมดาโลกนะ
ดีเขาก็ว่า ชั่วเขาก็ว่า ร้ายเขาก็ว่า ก็มีอยู่อย่างนี้แหละ
รักษาจิตให้ดี ทำทุกวัน เวลาได้โอกาส พักผ่อนให้ทำไป
ทำให้มาก มันก็ทำจิตให้เบิกบานผ่องใส
คัดมาจาก...หนังสือสุจิณโณรำลึก (๒๕๒๘), ถอดความจากเทปของมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, ม.ร.ว.ส่งศรี เกตุสิงห์ ผู้ถอดเทป ใน หนังสือจิตตภาวนา มรดกล้ำค่าทางพุทธศาสนา รวมพระธรรมเทศนาภาคปฏิบัติของพระสุปฏิปันโน รวบรวมโดย มูลนิธิหลวงปู่มั่นและชมรมคุณภาพชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเผยแพร่เป็นธรรมทาน
คนประเภทหนึ่ง เจตนาเอง ศรัทธาเอง
หาทรัพย์ได้ด้วยตนเองไปทำบุญเอง
ประเคนเอง นี่ก็จำพวกหนึ่ง ได้บุญเต็ม
อีกพวกหนึ่งอยากทำบุญ รอเขามา
บอกก่อนถ้าเขาไม่บอกก็ไม่ไป รอให้เขา
มาบอก บังคับให้ไปเมื่อไรก็เมื่อนั้น ถ้าไป
อย่างนั้นได้แก่คนบอกบุญครึ่งหนึ่ง คนไป
ได้ครึ่งหนึ่ง
อีกพวก บอกก็ไม่ไป ไม่บอกก็ไม่ไปอย่างนั้น
หาผลบุญมิได้​ ได้เต็มแก่คนบอกเพียงผู้เดียว
ทำบุญด้วยตนเอง สร้างด้วยตนเอง ไม่บอก
ให้ใครรู้ เราได้บุญโขก็จริงแต่ไร้ข้าบริวารเพื่อนมิตร อยู่แต่ตนเอง อย่างคนปัจจุบัน
เวลาทำบุญไม่ยอมบอกใคร อยู่ด้วยตนเอง
ไม่มีเพื่อน
ถ้าหากเราอยากทำเองจริงหมด ให้ประกาศ
นะว่า
พี่น้องทั้งหลายทุกคนจงโมทนาในบุญข้าพเจ้า ด้วยนะ ใครอยากทำไรเสริมร่วมกะข้าเจ้าก็ทำ
ในที่สุดมาก็ขอโมทนาด้วยกันนะ เราก็เป็นใหญ่มีบริวารมากมายเยี่ยงต๋าป๊ะอิน(พระอินทร์หมายว่าในอดีตพระอินทร์ทำบุญเดียวแต่ประกาศให้มิตรสหาย
มาร่วมมาโมทนาตายไปเลยได้เป็นเทวราชาเหนือเทพองค์อื่น)
พูดไหนก็ได้นั่น หากเขาไม่ทำไม่เป็นไร เราบอกเขาแล้ว อานิสงส์มันเกิดแล้วเน้อ
#ที่มา_ธรรมสวนีย์ ครูบาเจ้าชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูน
ปฏิปทาและการแสดงธรรมเทศนาอบรม
ของหลวงปู่มั่น ทำให้หลายๆ คน เกิดความศรัทธาในการปฏิบัติธรรม พากันออกถือศีลประพฤติพรหมจรรย์ตามท่านอย่างมากมาย พระในสังกัดมหานิกายบางองค์ถึงกับยอม
แปรญัตติมาเป็นธรรมยุตนิกาย..
เพียงเพื่อให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมทำสังฆกรรมกับหลวงปู่มั่นครับ
ซึ่งในเรื่องของการแปรญัตตินี้ หลวงปู่มั่น
ท่านไม่ได้สนับสนุนไปเสียทั้งหมด ท่านใช้
วิธีพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปตามความเหมาะสมครับ อย่างเช่นกรณีของท่านพระโพธิญาณเถร(หลวงปู่ชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพง ที่หลวงปู่มั่นท่านก็ไม่อนุญาติให้แปรญัตติ โดยท่านให้เหตุผลว่า
“การประพฤติปฏิบัตินั้น ถ้าถือเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยในนิกายทั้งสอง”
พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
 
ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ท่านเก่งทั้งบู๊และบุ๋นครบเครื่องเลยทีเดียว ในประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านปราบพวกไสยศาสตร์ พวกหมอผี พวกมิจฉาทิฏฐิ และพวกใช้พลังจิตอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ มามากต่อมาก
ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้มอบภาระให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ เป็นผู้แก้ทิฏฐิของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์
คราวหนึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มีบัญชากับพระเณรว่า
“ถ้าเห็นอาจารย์สิงห์มา อย่าให้ใครต้อนรับเด็ดขาด ให้ไล่ตะเพิดเสีย”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ ทราบคําบัญชานี้ดี แต่พอท่านก้าวเข้าไปในวัดจริงๆ ด้วยพลังจิตอันแรงกล้า ในวันนั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ออกต้อนรับท่านพระอาจารย์สิงห์ ด้วยตัวท่านเอง ต้อนรับขับสู้เป็นอันดี แล้วยังบริภาษตําหนิพระเณรเป็นการใหญ่ หาว่าไม่ใส่ใจดูแลให้การต้อนรับลูกศิษย์ของท่าน ดูคล้ายกับว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะลืมคําบัญชาของท่านสิ้น
พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม