ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

หลักสูตรธรรมะ

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังนั่ง และสถานที่ในร่ม

แสดงเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๑๖ ที่ห้องประชุมตึก ๗๒ ปี คณะแพทยศาสตร์ศิริราซพยาบาล

ศ.จ. นพ โรจน์ สุวรรณสุทธิ์ ถอดจากแถบบันทึก อวย เกตุสิงห์ เรียบเรียง

คัดจากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เมื่อ ๒๑ มกราคม ๒๕

เราทั้งหลายพากันอยู่กับเทวทูต อยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที เทวทูตคืออะไรล่ะ คือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย นี่แหละเราเห็นอยู่ เราทั้งหลายอยากพ้นทุกข์ ไม่ใช่อื่นเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านให้เห็นเทวทูตเช่นนี้

เมื่อผู้ใดเห็นเทวทูตรู้จักเทวทูตนี่แหละ ผู้นั้นจะได้พ้นทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่อื่น ทุกข์ไม่ใช่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นทุกข์ ไม่มีวัตถุข้าวของเงินทองเป็นทุกข์ ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นทุกข์ นั่นไม่ใช่ สิ่งนั้น ๆพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ว่าเป็นทุกข์ ทุกข์นั้นมีประจำอยู่แล้วทุกคน เช่นหนีความเกิดไม่ได้ หนีความแก่ไม่ได้ หนีความเจ็บไข้ไม่ได้ หนีความตายไม่ได้ มีประจำอยู่แล้ว หนทางจะหนีได้นั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนสรณะที่พึ่งไว้ เอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เอาพระธรรมพระอริยสงฆ์เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งกราบไหว้บูชาของเราทุกๆ วัน เมื่อเราถึงพระพุทธเจ้าแล้วเราจะพ้นได้ ถ้าเราไม่ยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเป็นที่พึ่งแล้วจะพ้นไม่ได้ ให้เราพากันกราบทุก ๆ วัน กราบแล้วเข้าวัด วัดดูพุทธสรณะที่พึ่งของเรา ธรรมะสรณะที่พึ่งของเรา สังฆสรณะที่พึ่งของเรา แล้วเข้าวัด พากันรู้จักวัดหรือยัง เดี่ยวนี้คนเราไม่รู้จักวัด จึงได้พากันยุ่งยากเดือดร้อน ถ้าต่างคนต่างเข้าวัดแล้วก็จะไม่ยาก วัดอะไรล่ะ วัดดูตัวของเรา ไม่ใช่วัดของพระเจ้าพระสงฆ์ วัดของเรามีประจำวันทุกคน กราบพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์สามหน กราบแล้วก็นั่งวัดดูใจของเรา นึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ พระธรรมอยู่ ในใจ พระอริยสงฆ์สาวกอยู่ในใจ ระลึกคำบริกรรมภาวนาอยู่ว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ หน แล้วนึกรวม พุทโธ ๆ คำเดียวในใจของเรา ใจเราก็เพ่ง พุทโธ ๆ หลับตา งับปากเสีย ระลึกอยู่ในใจ ลิ้นก็ไม่กระดิก ใจเราก็เพ่งที่ระลึก พุทโธ หูเราก็ฟังที่ระลึกพุทโธ พุทธะคือความรู้ เพ่งดูให้รู้ว่าทำไมเกิดมาจึงเป็นทุกข์ สุขเพราะอะไร ทุกข์อยู่ที่ไหน สุขอยู่ที่ไหน ท่านจึงได้วางไว้พุทธะคือผู้รู้ นี่เป็นที่พึ่งของเรา เพ่งดูให้รู้ทัน ความเกิดคือความทุกข์ เรารู้แล้วเราก็ไม่เกิด บางคนถามว่าตายแล้วได้เกิดไหม จงนั่งดูว่าใครจะห้ามได้ ความเกิดนี้ใครห้ามไม่ได้ พระพุทธเจ้าให้บำเพ็ญศีลสมาธิปัญญา เป็นหลักของพระพุทธศาสนา บำเพ็ญศีลคือรักษากาย รักษาวาจา รักษาใจของเราให้มันสงบ ให้เรียบร้อย เรารักษากาย สำรวมใจกายวาจาของเราให้เรียบร้อย เราไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจแล้ว เกิดมาอีกเราก็ไม่เป็นคนพิกลพิการ เกิดมาก็กายบริบูรณ์ วาจาก็บริบูรณ์ ใจก็บริบูรณ์ เราต้องการอย่างนี้ เรารักษาศีลไม่ใช่อื่น เรารักษากายวาจาใจ เท่านี้ รักษาเพื่อให้ตัวเราได้พ้นจากตกทุกข์ได้ยาก ให้ตัวเราไม่วิกลวิการ ใจเราไม่วิกลวิการ รักษาตรงนี้

นี่แหละเป็นหนทางที่จะออกจากทุกข์ได้ ให้พากันทำตรงนี้ สัมมาสมาธิ ทำจิตให้เที่ยง อย่าให้มันไปก่อภพก่อชาติ ก่อกรรมก่อเวรอะไร ใจมันสงบเพราะเป็นสมาธิ ใจตั้งมั่น ตั้งเที่ยง ตั้งตรง ใจไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส สัมผัสทั้งหลายเหล่านั้น เวลามันจะไปนั้นมันไปเที่ยวก่อภพก่อชาติน้อยใหญ่ ดังนั้นจึงให้เข้าวัดดู เราเข้าสมาธิ เราตั้งให้แน่ว มันจะออกไปข้างหน้าเราก็รู้ จะไปข้างหลังเราก็รู้ จะออกไปทางซ้ายทางขวาทางล่างทางบน จิตของเราก็รู้ตามไป นี่คือหัดทำสมาธิเพื่อทำจิตของเราให้ตั้งมั่น ที่เราเป็นทุกข์ เพราะมันไม่ตั้งมั่น มันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง สิ่งไหนเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ สิ่งไหนเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ตัวตน การทำใจให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเรียกว่าสมาธิ เราจะหาอะไรทำ ก็ต้องหาของที่เที่ยงที่แท้ ไม่เอาของแปรผันยักย้ายจึงต้องให้ทำสมาธิ มันจึงจะรู้

เมื่อรู้แล้วก็เกิดปัญญา ไม่ใช่อื่นไกล คือความรอบรู้ในกองสังขารการปรุงการแต่ง จึงต้องให้เข้าวัดฟังธรรม จะได้รู้ว่าการปรุงอะไรเป็นกุศล เป็นกุศลเราเบิกบาน เป็นพุทโธมีความสว่างไสว จิตไม่เศร้าหมอง จิตไม่รำคาญ จิตพุทโธ จิตเบิกบาน จิตพุทโธ จิตรู้ นี่แหละให้พากันรู้จัก ถ้าอกุศลมันปรุงขึ้นแล้วก็ทำให้จิตเศร้าหมอง จิตฟุ้งซ่านรำคาญ เกิดราคะ เกิดโลภะ เกิดโทสะ เกิดโมหะขึ้น มันเป็นไปอย่างนี้เมื่อประกอบอกุศลกรรม มันทำสัตว์ทั้งหลายให้ตกทุกข์ได้ยาก ได้ยินได้ฟังแล้วให้น้อมเข้ามาพิจารณาในดวงใจของเรา พระพุทธเจ้าท่านวางศาสนาไว้ตรงนี้ ความมีศีล สมาธิ ปัญญา ศีลไม่ใช่อื่นคือตัวของเราเองเป็นศีล สำรวมกาย วาจา ใจของเราให้เรียบร้อย ศีลอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ตรงอื่น ไม่ใช่ศีลอยู่ที่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ศีลอยู่กับพระ ศีลอยู่กับตัวของเรา ผู้ที่สำรวมตัวเรียบร้อยไม่ทำโทษน้อยใหญ่ ทำกาย วาจา ใจให้เรียบร้อย ไม่เป็นโทษไม่เป็นภัย เมื่อยืนก็เป็นศีล เดินก็เป็นศีล นั่งนอนก็เป็นศีล ไปไหนก็เป็นศีล ถ้าเราไม่ได้ทำโทษ ๕ อย่างคือปาณา ฯ อทินนาฯ กาเม ฯ มุสาฯ สุรา เราอยู่ไหนก็เป็นศีล อยู่ในป่า ในดง ในบ้าน ในเมือง ในกลางหนทางก็เป็นศีล

เมื่อเราไม่ได้ทำโทษเหล่านั้นแล้ว โทษทั้งหลายก็ไม่มี โทษห้าอย่างนั้นเราทั้งหลายไม่มีใครปรารถนา ไม่มีใครต้องการ ให้พากันสำรวมระวังอย่าให้เกิดขึ้นในตัวของเรา ห้าอย่างนั้นคือฆ่าสัตว์ ลักขโมย ประพฤติกาเม กล่าวมุสา ดื่มสุราสาโท สิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่ทำมันก็ไม่มีโทษ ไม่มีกรรม ไม่มีบาป ไม่มีความชั่ว เราเกิดในภพใดชาติใดก็ตามเราก็เป็นคนสวยคนงาม กายเรียบร้อย วาจาเรียบร้อย ใจเรียบร้อย เราก็มีความสุขความสบาย เรามีความสุขความสบายเพราะเหตุใด เพราะเราละโทษห้าอย่างทั้งหลายนั้น สีเลนะ สุคติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา มีความสุขความสบาย มีโภคทรัพย์สมบัติ เป็นคนไม่ทุกข์ไม่จน เพราะเหตุใดจึงไม่ทุกข์ไม่จน เพราะเราเกิดมาสมบูรณ์ กายเราก็สมบูรณ์ วาจาก็สมบูรณ์ ใจก็สมบูรณ์ ศึกษาอะไรก็ไม่ขัดไม่ข้อง ทำการทำงานอะไรไม่ขัดไม่ข้องเพราะโทษไม่มีในตัวเราเราก็เจริญขึ้น เจริญเพราะไม่ขัดข้องมีความสะดวก พระพุทธเจ้าสอนให้ทำอย่างนี้ ให้คนทั้งหลายเชื่อพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้บัญญัติศาสนาให้ต้นไม้ภูเขาเลากาในบ่าในดงในบ้านในเมือง ในถนนหนทาง ในโบสถ์ศาลาโรงธรรมวิหาร ท่านบัญญัติศาสนาไว้ในตัวเรานี้ทุกคน คือศีลสมาธิปัญญา ก็อธิบายให้ฟังแล้ว สำรวมกายวาจาใจของเรา กายของเรานี่เป็นพุทธศาสนา วาจาของเราเป็นพุทธศาสนา ใจของเราเป็นพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสนองที่กายของเรา วาจาของเรา ใจของเรา ท่านสอนให้ทำดี ไม่ให้ทำความชั่ว ให้ว่างไว้ ท่านทั้งหลายก็ได้เรียนมามากแล้ว สิ่วผิดสิ่งถูกก็ทราบอยู่แล้ว สิ่งที่ไม่ดีก็อย่าทำ ถ้าเราไม่ทำแล้วสิ่งไม่ดีก็ไม่มาหาเรา ถ้าเราทำแล้วสิ่งนั้น ๆ ก็จำเป็นต้องได้ เราทำสมาธิ ทำจิตให้ตั้งมั่น ดูที่จิตของเรา จิตของเราอยู่ที่ไหนเล่า จิตคือผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง ใครเล่าเป็นบุญเป็นบาป ก่อภพ ก่อชาติ ก่อกรรม ก่อเวร ท่านสอนให้ตั้งมั่นเพื่อเราจะได้หมดบาปหมดกรรม หมดเคราะห์ทั้งหลาย จิตเป็นสมาธิ จิตตั้งมั่น เมื่อจิตสงบแล้วสิ่งทั้งหลายสงบหมด ก็เมื่อจิตนี้ไม่ได้ไปก่อภพก่อชาติใครที่ไหนจะไปก่อเล่า เมื่อจิตนี้ไม่ไปก่อแล้ว ความเกิดไม่มีแล้ว ความเจ็บจะมีมาแต่ไหนเล่า ความแก่ไม่มีแล้วความเจ็บไข้ได้พยาธิจะมาจากไหนเล่า ความเจ็บไข้ได้พยาธิไม่มีแล้ว ความตายจะมาแต่ไหนเล่า ความตายไม่มีแล้ว ความเกิดจะมาที่ไหนเล่า มันเป็นอย่างนี้ นี่เราเวียนว่ายตายเกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้ กี่กัปกี่กัลป์อนันตกาล ถ้าดูให้แน่วที่ใจก็เห็นว่าเรานี่เองไปก่อภพก่อชาติ ถ้าหยุดเสียก็เป็นอมตะ เป็น

ของเที่ยงแท้ไม่แปรผัน ไม่ไปก่อภพก่อชาติ เมื่อชาติไม่มีแล้วความแก่ก็ไม่มี ความแก่ไม่มีแล้ว ความเจ็บไข้ได้พยาธิก็ไม่มี ความเจ็บไข้ได้พยาธิไม่มี ความตายมันก็ไม่มี มันเป็นอย่างนี้

เมื่อได้ยินได้ฟัง แล้ว ให้ โอปนะยิโก น้อมเข้ามาดูภายใน คนทั้งหลายตายแล้วเกิดไหม ดูที่เราน่ะแหละเกิดหรือไม่เกิดเดี๋ยวนี้ ทำอยู่เดี๋ยวนี้ละ จิตของเราอยู่เฉย ๆ ไหมล่ะ เอา โอปนะยิกธรรม น้อมเข้าไปดูซิ จิตของเรามันเฉย ๆ อยู่ได้ไหมล่ะ มันก่อภพก่อชาติไม่รู้ว่ากี่ภพแล้ว มันปรุงมันแต่ง มันก่อตรงโน้นมันดับตรงนี้ ก่อตรงนั้น อยู่อย่างนั้น มันกี่ภพแล้วนี่ ที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ความเกิดนี่เราห้ามไม่ได้ เหตุนั้นท่านจึงให้พิจารณาพุทโธ

พร้อมกันท่านได้ให้พิจารณาเทวทูตนี้ ยกขึ้นในใจของตน ทุกข์คือความเกิดนี้เราต้องหยุดเสีย ล้างบาปล้างกรรม ตัดบาปตัดกรรม เราจะล้างด้วยมีดด้วยดาบก็ไม่ได้ จะล้างด้วยน้ำก็ไม่ได้ ต้องนั่งสมาธิให้จิตสงบเท่านั้นแหละ เมื่อจิตสงบแล้วมันว่างหมดไม่มีอะไร มีแต่ความเบาความสบาย เย็นอกเย็นใจหายทุกข์หายยาก หายความลำบากรำคาญ มีแต่พุทโธ ความเบิกบาน พุทโธ ความสว่างไสว พุทโธ ความผ่องใส กรรมทั้งหลายมันก็หมดความชั่ว มีแต่พุทโธ ความเบิกบาน เหตุนั้นสรณะที่พึ่งของเราต้องอาศัยความรู้นี้ เมื่อขาดความรู้ หาที่พึ่งไม่ได้ ในสัจจกิริยาคาถาท่านว่า นัตถิ เม สรณัง อัญญัง ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มีจะพึ่งนั่นพึ่งนี่พึ่งอะไรไม่ได้สักอย่างตัวเราเองก็พึ่งไม่ได้ ชาวบ้านชาวร้านประเทศชาติพึ่งไม่ได้ บิดามารดาบปู่ย่าตายายพึ่งไม่ได้ทั้งหมดตัวเราก็พึ่งไม่ได้ อะไรเล่าเป็นที่พึ่งของเรา พุทโธ เม สรณัง วรัง มีแต่พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ พากันน้อมมาดูชิว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนเวลานี้

โอปนะยิโก น้อมเข้ามาภายใน พุทธะคือความรู้ นึกดูว่าอยู่ที่ไหนเดี่ยวนี้ พุทโธ พุทโธ อยู่ในใจพุทโธคือความรู้จักใจเราเป็นผู้รู้ ขาดความรู้อย่างเดียวไม่มีที่พึ่งอะไรสักอย่าง อุปมาเหมือนคนตาย คนตายแล้วขาดความรู้ ทำอะไรไม่ได้สักอย่างเดียวเหตุนี้จึงได้มาเตือนใจให้เรามีที่พึ่งสรณะที่กราบที่ไหว้ อย่าได้สงสัยลังเล เราอยู่ในภพใดชาติใด เราเกิดมาแล้ว ต่อไปให้รู้จักที่อยู่ เมื่อเรานั่งสมาธิ เราไปที่ที่อยู่ของเรา เมื่อจิตมันสงบ มันสบายอกสบายใจ มันไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่วุ่นไม่วาย สบาย นั่นแหละที่อยู่ของเรา เมื่อจิตของเราเป็นอย่างนั้นมันนำความสุขความเจริญมาให้ ในปัจจุบันและเบื้องหน้าจิตเช่นนั้นต้องนำไปสุคติ เพราะเดี๋ยวนี้มีความสุข ดับขันธ์ไปก็ต้องมีความสุข ถ้าจิตของเราเป็นอกุศลทุกข์ยากวุ่นวาย ง่วงเหงาหาวนอน ทุกข์อกทุกข์ใจ จิตอย่างนั้นก็นำไปทุคติ มาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์มีทุกข์ต่ำช้าเลวทราม ถ้าไม่เป็นมนุษย์ เป็นเปรต เป็นเดรัจฉานเป็นสัตว์นรกก็ได้ เหตุนั้นให้พากันเข้าใจ

เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นทุกข์แล้วเราไม่ต้องการ ก็พากัน พุทโธ พุทโธ กำจัดปัดเป่าเสียให้มันหนี ถามว่าเราจะเป็นทุกข์ไหมถ้าไม่อยากได้ ก็ใครอยากจะเป็นเล่า ต้อง โอปนะยิโก ถามดูซิใครเห็นทุกข์ ไม่ใช่ต้นไม้ภูเขาเลากาเป็นทุกข์ ไม่ใช่บ้านเมืองเป็นทุกข์หรือถนนหนทางเป็นทุกข์ ใจเราเป็นผู้ทุกข์ เหตุนั้นจึงได้มาเตือนใจให้เราภาวนา เลือกเฟ้นใจของเรา ถ้าเราไม่เลือกเฟ้น ใจเราก็ใช้ไม่ได้ ใจเรามีทั้งดีทั้งชั่ว ต้องเลือกเฟ้น เหมือนอย่างตัวปลาก็มีทั้งคุณทั้งโทษ ผู้มีปัญญาก็เลือกเอาแต่เนื้อ มันก็สบาย ผู้ไม่มีปัญญาก็กินเอาก้างเข้าไปขวางคอตาย จิตใจเรามีทั้งเปรต สัตว์นรก หูหนวกตาบอดใบ้บ้าเสียจริต มีหมด หูดีตาดี สวยงามก็มี ใจพระมหากษัตริย์ เศรษฐีเสนาบดีมีหมด เทวบุตรเทวดาพระอินทร์พระพรหมมีหมด ให้เลือกเอา ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรใจเทวบุตรเทวดาพระอินทร์พระพรหม ได้แก่พุทโธ พุทโธ ใจเราเบิกบาน ใจเราสว่าง ใจเราไสว ก็นำไปทางนี้ ทีนี้พวกดำ ใจเราเศร้าหมอง จิตไม่ผ่องใส จิตมืดจิตมัว วุ่นวายเดือดร้อน จิตทุกข์ขึ้นมาย่อมนำไปทุคติ จิตสุขสบายนำไปสู่สุคติ นี่แหละเป็นข้อปฏิบัติ เราได้ยินได้ฟังแล้วตามศาสนาคำสั่งสอน

ท่านบอกไว้ในธรรมคุณว่า เอหิปัสสิโก พึงเรียกร้องสัตว์ทั้งหลายให้เข้ามาดูธรรม ดูธรรมอะไรเล่า กุศลธรรมและอกุศลธรรม กุศลธรรมจิตเราดีจิตเราฉลาด จิตเรามีความสุขความสบาย เราทำการทำงานทุกชิ้นทุกอย่างเราก็ต้องการความสุขความสบาย นี่แหละกุศลธรรม อกุศลธรรมเป็นอย่างไรเล่า คือจิตเราไม่ดี ทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อน นี่อกุศลธรรมให้พากันรู้จัก ท่านให้เรียกร้องสัตว์มาดูธรรมอันนี้ ลองเรียกหาความทุกข์จากดินฟ้าอากาศดูชิ ไม่มีนอกจากใจที่มีทุกข์แล้ว สุขก็ใจเรา จะมีสุขดีนอกจากใจเราดีแล้ว ที่อื่นไม่มี ชั่วนอกจากใจเราชั่วแล้ว ที่อื่นก็ไม่มี พูดง่าย ๆ เราทั้งหลายพากันรู้จากข้อปฏิบัติ ถ้าจิตเราไม่ดีแล้วก็พาไม่ดีไปหมด จิตเราดีแล้วก็ได้ไปหมด บิดามารดา สามีภรรยาบุตรธรรมดาก็รักกันมากไม่ใช่เรอะ หากจิตไม่ดีแล้วก็เห็นเป็นไม่ดิไปหมด เลยเกิดทะเลาะกัน ถ้าจิตเราดีแล้วก็ไม่ทะเลาะกัน

สรุปแล้วธรรมะทั้งหลายทั้งหมดแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์อย่าเข้าใจว่าอยู่แห่งอื่นแห่งใด อยู่ที่เรา เราอาศัยพระสามองค์อยู่ พระอะไรเล่า พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ท่านวางศาสนาไว้ตรงนี้

ธรรมะแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ่รวมอยู่ในตัวของเรา เราเป็นตู้พระไตรปิฎก เหตุใดเล่าสุตตปิฎก วินัยปิฎก ปรมัตถปิฎกทั้งสามนี้รวมกันเป็นพระไตรปิฎก อัสโส ปัสโส นิสังโส สุตตปิฎก ได้แก่สูดลมหายใจเข้าไป วินัยปิฎกได้แก่หายใจลมออกมา ปรมัตถปิฎกได้แก่ผู้รู้ที่อยู่ข้างใน รักษาชีวิตินทรีย์ไว้ไม่ให้แตกไม่ให้ทำลาย นี่แหละเราอาศัยพระสามองค์นี้ก็ต้องกราบต้องไหว้ เราต้องปฏิบัติพระสามองค์นี้ ถ้าท่านละไปแล้ว หมอก็รักษาชีวิตเราไม่ได้ ถ้าพระสามองค์นี้ยังรักษาเราอยู่ หมอก็ยังรักษาได้ ตราบใดยังมีลมหายใจอยู่ หมอก็รักษา ถ้าหมดลมหายใจแล้ว หมอก็ไม่รักษา เห็นไหมล่ะ จริงหรือไม่จริง นี่แหละพระสามองค์ เราตัองปฏิบัติ ต้องกราบต้องไหว้

นี่แหละพระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ธัมโมหเว รักขติ ธัมมจาริง นี่แหละพระสามองค์ ท่านจึงว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ถ้าสัตว์ใดปฏิบัติธรรมดี ธรรมย่อมนำความดีให้ ถ้าสัตว์นั้นปฏิบัติธรรมชั่ว ธรรมก็นำความชั่วให้ เราที่มานั่งอยู่นี้ก็เหมือนกัน คืออะไรเล่า มีรูปร่างเหมือนกัน มีธาตุสี่ ขันธ์ห้า อายตนะหกเหมือนกัน แต่รูปร่างไม่ตรงกันผู้ดำก็มี ผู้ขาวก็มี ผู้สูงก็มี ผู้ต่ำก็มี เพราะเหตุใด ผู้ใดประพฤติดี ธรรมก็ให้ดีแก่เรา ผู้ใดประพฤติไม่ดีธรรมก็ให้ไม่ดีแก่เรา ไม่ใช่บิดามารดาทำให้เราเกิดมาเป็นลูกตาบอด บิดามารดาทำให้ไม่ได้ หมอก็ทำให้ไม่ได้ เราทำมาเอง นี่แหละข้อปฏิบัติ

เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว โอปนะยิโก น้อมเข้าภายใน รู้เฉพาะตนนั้นแหละ นี้แหละข้อปฏิบัติที่นำมาเตือนใจ พอเป็นเครื่องสดับสติปัญญาบารมีของท่านทั้งหลาย เมื่อท่านได้ฟังแล้วโยนิโสมนสิการ พากันกำหนดจดจำไว้ในใจแล้วพากันประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัดตนไปในธรรมคำสั่งสอนดังได้บรรยายแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสุขความเจริญ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้