ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

หลักสูตรธรรมะ

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังนั่ง

กรุณา วิย สตฺเตสุ ปญฺญายสฺส มเหสิโน เญยฺยธมฺเมสุ สพฺเพสุ ปวติติตฺถ ยถารุจี ทยาย ตาย สตฺเตสุ สมุสฺสาหิตมานโส ฯลฯ อภิธมฺมภถํ กเถสีติ

บัดนี้จักได้รับประทานวิสัชชนาในพระอภิธัมมาติกา ๒๒ ติกะ ในเบื้องต้น ฉลองศรัทธาท่านสาธุชนสัปบุรุษ โดยสมควรแก่กาลเวลา เนื่องด้วยพระอภิธัมมาติกานี้ยากที่จะอธิบายแก้ไขแปลออกไปให้พิศดารได้ มีแต่ใช้มาติกาบังสุกุลเวลาคนตายเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นภาษาบาลีอยู่ยากที่จะเข้าใจได้ ที่ท่านแปลออกไว้ก็มีแต่พระอถิธัมม์ ๗ พระคัมภีร์เท่านั้น ส่วนในพระอภิธัมมาติกานี้ หาได้มีผู้แปลออกไว้พิสดารไม่ พระอภิธัมมาติกา ๒๒ ติกะ ในเบื้องต้นนี้ สมเด็จพระชินศรีศาสดาจารย์ เสด็จคมนาการขึ้นจำพรรษา ในชั้นดาวดึงษ์เทวโลก ทรงตรัสเทศนาในพระอภิธัมม์ ๗ คัมภีร์ โปรดหมู่เทวดาโดยมีพระพุทธมารดาเป็นประธาน “กเถตุ กามยตา” ทรงปุจฉาเป็นสักกวาที ปรวาที ทุก ๆ คัมภีร์เป็นลำดับ ๆ ไป

ในเบื้องต้นต่อไปนี้ อาตมาจักได้วิสัชนาในพระอภิธัมมาติกา เป็นปุจฉาวิสัชชนาตามพระพุทธฎีกา เพื่อให้เกิดความเลื่อมใส มีศรัทธาเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยยิ่ง ๆ ขึ้นไป

“นิคฺคมวจนํ” ในสมัยครั้งหนึ่ง ยังมีพระอาจารย์องค์หนึ่งชื่อว่า สักกวาทีอาจารย์ มารำพึงแต่ในใจว่า เมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจะทรงตรัสพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดานั้น พระองค์ก็ได้ทรงเลือกคัดจัดสรรพระวินัยสุตตันตาภิธัมม์ทั้ง ๓ ปิฎกนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าจะเสมอด้วยพระคุณของพระพุทธมารดานั้นได้ ทรงเห็นแต่พระอภิธัมมาติกานี้ไซร้ จึงจะสมควรด้วยพระคุณของพระพุทธมารดาได้ พระอภิธัมมาติกานี้ พระบาลีก็ยังปรากฏอยู่ ๒๒ ติกะ ติกะละ ๓ รวมเป็น ๖๖ บทดังนี้ ทำไฉนหนออาตมาจึงจะรู้ จึงจะเข้าใจในเนื้อความแห่งพระอภิธัมมาติกานี้ได้

เมื่อท่านสักกวาทีอาจารย์รำพึงแต่ในใจฉะนี้แล้ว จึงเข้าไปสู่สำนักของท่าน ปรวาทีอาจารย์ ขอโอกาสไต่ถามซึ่งบาลีและเนื้อความให้แจ้งชัด ท่านปรวาทีอาจารย์ จึงได้ยกพระบาลีกล่าวขึ้นว่า “กุสสลา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลนั้นอย่างหนึ่ง “อกุสลา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลนั้นอย่างหนึ่ง “อพฺยากตา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤตนั้นอย่างหนึ่ง

๑ “กุสสลา ธมฺมา”

โดยอธิบายในธรรมที่เป็นกุศลนั้นว่า “ธรรมอันเป็นส่วนของบุคคลผู้ฉลาด” แปลว่าตัดเสียซึ่งบาป ไม่ให้เกิดขึ้นในสันดาน อุปมาเหมือนปลูกต้นมะม่วง ย่อมรักษามิให้กาฝากเกิดขึ้นในลำต้น เพราะกลัวต้นมะม่วงนั้นจะไม่งาม จะมีผลน้อย เปรียบเหมือนร่างกายของบุคคลผู้ฉลาด อันธรรมดาบุคคลผู้ฉลาดนั้นย่อมจะระวังรักษา กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต มิให้เศร้าหมองได้ ฉะนั้น

ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า ในปฐมมาติกา คือ “กุสสลา ธมฺมา” นั้น ท่านก็แปลถูกต้องตามพยัญชนะแล้ว ยังอธิบายขยายความซ้ำอีกด้วย ข้าพเจ้าก็เข้าใจแล้ว แต่ยังมีความสงสัยและวิตกถึงบุคคลที่ยังโง่เขลากว่าข้าพเจ้าก็ยังมีอยู่อีกมาก เพราะเหตุนั้นจึงขอความแนะนำจากท่านต่อไปอีกสักหน่อยเถิด

ท่านปรวาทยาจารย์จึงกล่าวต่อไปว่า “เอโก กิร ปุริโส” ดูก่อนท่านสักกวาที ดังได้ยินมาว่า มีบุรุษหนึ่งเป็นคนฉลาด ได้เห็นเรือพลัดมาอยู่ท่าน้ำของตนแล้วก็พิจารณาเห็นว่า เรือลำนี้เป็นเรือโจร พวกโจรก็เก็บเอาสิ่งของในเรือไปหมดแล้ว ปล่อยเรือนี้มาที่ท่าน้ำของเรา ถ้าเราไม่ผลักออกไปเสียจากท่าน้ำของเราแล้ว เมื่อเจ้าของเรือตามมาพบเข้าในกาลใด ก็จะกล่าวโทษเราว่าเป็นโจร ลักเอาเรือของเขามาดังนี้

หรือเปรียบเหมือนบุรุษไถนาคนหนึ่ง วันหนึ่งมีพวกโจรนำเอาถุงทรัพย์ไปทิ้งไว้ที่ริมนา ในกาลครั้งนั้น องค์สมเด็จพระบรมศาสดา เสด็จผ่านไปกับพระอานนท์ พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นถุงทรัพย์นั้นแล้ว ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า อสรพิษอยู่ที่นี่ เมื่อบุรุษไถนาคนนั้นได้ฟังพระพุทธเจ้าดำรัสตรัสแก่พระอานนท์ดังนั้น ก็สำคัญว่าเป็นอสรพิษจริง ๆ หาได้คิดว่า พวกโจรนำเอาถุงทรัพย์มาทิ้งไว้ที่ริมนาของตนไม่ พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนท์ก็เสด็จหลีกไปสู่สถานที่อื่น ต่อมาภายหลัง บุรุษผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ตามมา เห็นถุงทรัพย์ของตนทิ้งไว้ที่ริมนาของบุรุษไถนานั้น ก็สำคัญมั่นหมายว่าบุรุษไถนานั้นเป็นโจร จึงจับเอาบุรุษไถนานั้นไปฉะนี้

บุรุษผู้มีวิจารณญาณ พิจารณาเห็นเหตุผลดังนี้แล้ว ก็ถอยเรือของตนปล่อยไปตามกระแสน้ำ ก็จัดได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาด สามารถตัดภัยเสียได้ดังนี้ ถ้ามิฉะนั้นก็จะเปรียบเหมือนบุรุษเลี้ยงโค บุรุษเจ้าของโคนั้น เมื่อได้เห็นโคหลวงมาปะปนอยู่ในคอกโคของตน ก็คิดแต่ในใจว่า ถ้าผู้ใหญ่บ้าน หรือนายอำเภอมาเห็นโคหลวงอยู่ในคอกของเราแล้ว ก็หาว่าเราลักเอาโคหลวงมา แล้วก็จะจับเอาเราไปลงทัณฑกรรมต่าง ๆ เมื่อบุรุษเลี้ยงโคคิดดังนี้อยู่แล้ว ก็เปิดประตูคอก ไล่โคหลวงออกไปให้พ้นจากบ้านของตน ก็จัดได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดตัดราชภัยให้พ้นไปเสียได้

และอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ของเรา เสวยพระชาติเป็นกุฑาลบัณฑิต ครั้งนั้นพระองค์ได้ทำไรข้าวโพดและถั่วราชมาสเป็นต้น อยู่ที่ริมฝั่งมหาสมุทร ครั้นเมื่อถึงฤดูร้อนแล้ว ก็บวชเป็นฤๅษี เมื่อถึงฤดูฝน ก็สึกออกมาทำไร่ต่อไป แต่เป็นเช่นนั้นอยู่ถึง ๗ ครั้ง ภายหลังพระองค์จึงมาคิดว่า เรามีความเหนื่อยยากลำบากกาย ต้องบวช ต้องสึกมา ก็เพราเราเป็นห่วงจอบกับข้าวโพดนี้เอง เมื่อพระองค์คิดได้ฉะนั้นแล้ว จึงนำเอาผ้าห่อพืชพันธุ์ กับจอบนั้นไปโยนทิ้งเสียในมหาสมุทร เมื่อสิ้นห่วงแล้ว พระองค์จึงมาตั้งพระทัยเจริญสมาบัติ ก็ได้สำเร็จฌานโลกีย์ เมื่อจุติจากชาตินั้นแล้ว ก็ได้บังเกิดในพรหมโลก

ที่แสดงมานี้ ก็เป็นเพียงอุปมาอุปมัยเพื่อจะได้เห็นว่า ร่างกายของท่านทั้งหลาย คือ ปัญจขันธ์ทั้ง ๕ นั้น เมื่อบุคคลยังมีความยินดีรักใคร่อยู่ตราบใด ก็จักได้เสวยแต่กองทุกขเวทนาอยู่ตราบนั้น เท่ากับยินดีอยู่กับราชภัย คือพญามัจจุราชและโจรภัย โมหะก็เนื่องกัน ดังบาลีที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ปญจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา” ดังนี้ โดยเนื้อความว่า สัตว์โลกทั้งหลายมีความเดือดร้อนอยู่ ก็เพราะเข้าไปยึดเอาขันธ์ทั้ง ๕ นี้ไว้ ว่าเป็นของเรา และในธรรมที่ว่า กุศลนั้น คือพุทธประสงค์เอาพระปัญญาตัดอาลัยในปัญจขันธ์ทั้ง ๕ นั้นได้ เห็นว่าเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน เพราะปัญจขันธ์นั้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของท่านผู้ใด เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า “กุสลา ธมฺมา” แปลว่า ตัดเสียซึ่งบาป “สีลํ” แปลว่าตัดเสียซึ่งบาป ออกจากกาย วาจา ไม่ให้ติดอยู่ในสันดาน “ปฏิปตฺติ” แปลว่า กลับกาย วาจา ใจ ที่เป็นบาป ให้เป็นบุญ เป็นกุศลเสียฉะนี้ เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า ศีล ว่า วินัย ว่า ปฏิบัติ ดังนี้

๒ “อกุสสลา ธมฺมา”

เบื้องหน้าแต่นี้ จักได้แก้ไขในบทที่ ๒ ต่อไป “อกุสลา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายอันเป็นอารมณ์แห่งจิต คือ ทรงไว้ซึ่งจิตอันเป็นอกุศล “อกุสลา ธมฺมา” แปล่า ธรรมของบุคคลผู้ไม่ฉลาด หรือแปลว่า ไม่ตัดบาปออกจาก กาย วาจา ใจ ก็ได้

ความมีอธิบายว่า คนโง่ ไม่ระวังบาปที่จะมาถึงแก่ตน บางคนบาปยังไม่มาถึงแก่ตนเลย ก็ไปเที่ยวแสวงหาบาปมาใส่ตนก่อนก็มี ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า บาปที่จะมาถึงตนนั้นอย่างไร ที่ว่าบาปยังไม่ทันมาถึงแก่ตน เที่ยวไปแสวงหาบาปใส่ตนก่อนนั้นอย่างไร ขอท่านปรวาที จงวิสัชนาความข้อนี้ให้เป็น มทยปัญญา แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ท่านปรวาทีจึงอธิบายว่า บาปจะมาถึงแก่ตนนั้น ด้วยเหตุที่จะกระทำใจให้เดือดร้อนขึ้นก่อน เป็นต้นว่า ได้ยินเสียง หรือมี ไม้ฆ้อน ก้อนดิน เป็นต้น บุคคลที่เกิดความเดือดร้อนนั้น เพราะไม่ปิดป้องกำบังให้ดี ปล่อยให้เสียงนั้นล่วงเข้ามากระทบทางหู หรือทางกายตนนั้น มาถึงแก่ตน บุคคลนั้นก็ได้ชื่อว่า เป็นคนโง่ ไม่ฉลาด ไม่ตัดบาป ไม่ระวังบาปที่จะมาถึงแก่ตนฉะนี้ ถ้ามิฉะนั้น ก็จะเปรียบเหมือนบุคคลที่มีเรือนอันไฟไหม้อยู่ เมื่อบุรุษนั้นได้เห็นไฟไหม้มาแต่ไกลแล้ว ตนก็ไม่ระมัดระวังเรือนของตน จนไฟลามมาไหม้เรือนของตน ตนก็ได้รับทุกขเวทนาต่าง ๆ ฉะนั้น เพราะโทษที่ไม่ระมัดระวังไฟ และไม่ตัดเชื้อไฟแต่ต้นทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นคนโง่ ไม่ฉลาด ไปเที่ยวแสวงหาบาปมาใส่ตนนั้น ได้แก่บุคคลที่ปักขวากหลาวไว้ สำหรับให้สัตว์มาติดตามนั้น จัดได้ชื่อว่า ไปเที่ยวแสวงหาบาปมาใส่ตัว ก็แหละคำที่ว่า ไม่ตัดบาปเสียนั้น มีคำอธิบายว่า ยังมีต้นไทรต้นหนึ่ง ไม่สู้ใหญ่นัก มีใบและก้านบริสุทธิ์อยู่ในป่าหิมวันตประเทศ วันหนึ่งมีฝูงนกฝูงหนึ่งบินไปกินลูกเถาวัลย์ในสถานที่อื่น ครั้นภายหลังก็บินมาจับที่ต้นไทรนั้น แล้วก็ถ่ายอุจจาระลงไปที่ใต้ต้นไทรนั้น ครั้นถึงฤดูฝน เบญจเถาวัลย์นั้นก็งอกงามขึ้นมาที่ใต้ต้นไทรนั้น ยังมีลมจำพวกหนึ่งได้บอกแก่ต้นไทรนั้นว่า หมู่เถาวัลย์นี้ ครั้นงอกงามขึ้นมาที่นี่แล้ว ถ้าทิ้งไว้ให้เจริญจนใหญ่โตแล้ว ก็จะปกคลุมท่านให้ถึงแก่ความตาย ต้นไทรนั้นจึงตอบว่า มันไม่ทันงอกงามขึ้นมาได้ดอก สัตว์ทั้งหลาย มีกระต่ายและสุกรเป็นต้น ก็จะมากัดกินเป็นอาหาร เถาวัลย์นี้ก็จะถึงแก่ความตายไป ไม่ทันที่จะเลื้อยยาวขึ้นมาได้

ครั้นนานมาเถาวัลย์นั้นก็เจริญใหญ่โตขึ้นมาได้ ไม่มีอันตรายด้วยสัตว์ทั้งหลาย มีกระต่ายและสุกรเป็นต้น จนเถาวัลย์นั้นเลื้อยขึ้นไปถึงง่ามคบใหญ่ ยังมีลมอีกจำพวกหนึ่งมาตักเตือนต้นไทรนั้นว่า เหตุไฉนท่านจึงให้โอกาสแก่เถาวัลย์นั้น ให้เลื้อยขึ้นมาจนถึงเพียงนี้เล่า นานไปก็จะคลุมยอดของท่าน ท่านก็จะได้รับความลำบาก ถึงแก่ความตาย ต้นไทรได้ฟังจึงตอบขึ้นว่า ท่านอย่าได้กลัวไปเลยว่าเถาวัลย์มันจะไม่ตาย ถ้าพวกตัดเสาเขามาเห็นเข้า ก็จะตัดเอาไปทำเชือกลากเสาไป ต้นเถาวัลย์นั้นก็จะถึงแก่ความตาย ครั้นนานมา ต้นเถาวัลย์ก็เลื้อยขึ้นไปคลุมยอดต้นไทรนั้นถึงแก่ความตาย หักลงเหนือปัฐพี

แสดงมาทั้งนี้ ก็เพื่อให้เห็นความประมาท ที่ไม่คอยคิดตัดบาปทางกาย วาจา ใจ เพราะฉะนั้น จึงต้องลำบากภายหลังเช่นนี้ ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า บุคคลที่ไม่ตัดบาปนั้น ครั้นตายแล้วได้ไปเสวยทุกขเวทนาในอบายภูมิทั้ง ๔ มีนรกเป็นต้น นั้น จะได้แก่บุคคลจำพวกใด ท่านปรวาทีจึงชักนิทานในคัมภีร์ธรรมบทมาแสดงให้เห็นปรากฏว่า ยังมีบุตรเศรษฐี ๔ คนพี่น้องกัน ครั้นได้ทัศนาเห็นภรรยาของท่านผู้อื่นแล้ว ก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในปรทารกรรม กระทำกาเมสุมิจฉาจาร ครั้นทำกาลกิริยาแล้ว ก็ไปตกอยู่ในโลหกุมภีนรก นานประมาณหกหมื่นปี จนน้ำในหม้อนรกนั้นเดือดขึ้นมาถึงปากหม้อ ตัวก็ลอยมาถึงปากหม้อแล้วก็ได้สติ มีความปรารถนาจะประกาศบุพกรรมของตนให้ปรากฎว่า ทุสนโส ดังนี้

ตนที่หนึ่งว่า ข้าพเจ้าเป็นคนชั่ว ตนที่สองว่า ข้าพเจ้ามาตกอยู่ในนรกนี้ประมาณหกหมื่นปีแล้ว ตนที่สามว่า ข้าพเจ้าไม่มีที่สุดว่าจะหมดกรรมเมื่อใด ตนที่สี่ว่า ข้าพเจ้าไม่กระทำอีกต่อไปแล้ว ยังไม่ทันจะหมดเรื่อง เพียงคนละอักขระเท่านั้น น้ำก็พัดลงไปยังก้นหม้ออย่างเดิม แล้วก็ได้เสวยทุกขเวทนาต่อไปกว่าจะสิ้นบาปกรรม เพราะโทษที่ตนไม่ได้ตัดบาปในปรทารกรรมนั้นตามอำนวยผล เปรตทั้งสี่ตนเหล่านี้เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่นั้น ก็แปลว่าเป็นคนโง่ ไม่ฉลาด ไม่ตัดบาปกรรมเสีย เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็นเปรตเสวยทุกขเวทนาอยู่ในโลหกุมภีนรกฉะนี้

๓ “อพฺยากตา ธมฺมา”

ในลำดับนี้ จะได้แก้ไขในบทที่ ๓ สืบต่อไป โดยพระบาลีว่า อพฺยากตา ธมฺมา แปลว่า ธรรมอันเป็นอารมณ์แห่งจิตอันเป็นอัพยากฤต แปลว่า ธรรมอันพระพุทธเจ้าไม่ได้พยากรณ์ว่าเป็นบุญเป็นบาป ดังนี้ โดยอธิบายว่า ไม่ยินดียินร้าย ไม่โสมนัสโทมนัส ได้ชื่อว่าอัพยากฤต

เปรียบเหมือนหนึ่งว่าใบบัวอันน้ำดีและชั่วตกถูกต้องแล้ว ก็ย่อมไหลไปไม่ขังอยู่ได้ฉะนั้น ถ้ามิฉะนั้น เปรียบเสมือนเสาไม้แก่น อันบุคคลฝังไว้เหนือแผ่นดิน ถึงผงเผ้าเถ้าธุลีจะปลิวมาสักเท่าใด ๆ ก็ดี ก็ย่อมปลิวหนีไปไม่ติดอยู่ที่เสานั้นได้ จิตที่เป็นอัพยากฤตนั้น ถึงใครจะบูชาดี ก็ดี บูชาชั่ว ก็ดี ไม่ยินดียินร้าย ท่านสักกวาทีจึงขออุปมาอุปมัยอีกว่า ข้าแต่ท่านปรวาที ซึ่งได้ชี้แจงแสดงมาก็ถูกต้องตามพระบาลีอยู่แล้ว ข้าพเจ้าได้ฟังก็มีความยินดีชอบใจทุกประการแล้ว แต่ข้าพเจ้าขออุปมาอุปไมยอีกสักหน่อยเถิด ท่านปรวาทีจึงแสดงอุปมาว่า ดูก่อนสักกวาที “นครโธวาริกปุริโส วิย” จิตที่เป็นอัพยากฤตนั้นเปรียบเหมือนหนึ่ง โธวาริกบุรุษผู้เฝ้าประตูพระนคร จิตที่เป็นกุศลนั้นเปรียบเหมือนชนที่เข้าไปในประตูนคร จิตที่เป็นอกุศลนั้น เปรียบเหมือนชนที่ออกไปจากประตูนคร นายโธวาริกผู้เฝ้าประตูนครนั้นก็ไม่ได้ไต่ถามคนที่เข้าออกนั้น เป็นแต่รู้ เป็นแต่เห็น หาได้ไต่ถามชนที่เข้าออกนั้นไม่ เช่นนี้แลชื่อว่า อัพยากฤต

ถ้ามิฉะนั้น เปรียบเหมือนภาชนะที่ใส่น้ำ เป็นต้น ภาชนะที่เต็มแล้วด้วยน้ำนั้น ถึงใคร ๆ จะเอาน้ำเทลงไปอีกสักเท่าใด ๆ ก็ดี น้ำนั้นก็ไหลล้นออกไปจากภาชนะ ไม่สามารถขังอยู่ได้ ฉันใดก็ดี จิตที่เป็นอัพยากฤต ที่พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์ว่าเป็นบุญและบาปนั้น ชื่อว่าบุญและบาปไม่มี ถึงบุญบาปจะมีสักเท่าใด ๆ ก็ดี ก็ไม่สามารถจะติดขังอยู่ได้ อุปไมยดังภาชนะที่เต็มแล้วด้วยน้ำฉะนั้น

จิตที่เป็นอัพยากฤตนี้ ย่อมมีแต่พระอริยเจ้าจำพวกเดียวเท่านั้น หาได้มีแก่ปุถุชนทั่วไปไม่ ปุถุชนนั้นมีแต่จิตที่เป็นบุญเป็นบาปทั้ง ๒ ประการ จิตที่เป็นอัพยากฤตนั้นหาได้มีไม่ เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นอัพยากฤตจึงมิได้บังเกิดมีแก่ปุถุชน ท่านปรวาทีได้ฟังก็ชอบใจ จึงไต่ถามต่อไปว่า บุคคลที่มีจิตเป็นกุศล (ส่วน) อกุศลและอัพยากฤตไม่มี บุคคลผู้ที่มีจิตเป็นกุศลและอกุศล (ส่วน) อัพยากฤตไม่มี บุคคลใดที่มีแต่จิตเป็นอัพยากฤต (ส่วน) กุศลและอกุศลไม่มีเล่าพระเจ้าข้า

พระปรวาทีจึงวิสัชนาว่า บุคคลที่มีจิตเป็นบาปเป็นอกุศลนั้น ก็ได้แก่ นายพราน คิดแต่จะล่าเนื้อ ฆ่าปลาอยู่เป็นนิตย์ กุศลจิตและอัพยากฤตนั้นไม่บังเกิดมีแก่นายพรานเลยดังนี้

บุคคลที่มีจิตเป็นบุญเป็นกุศลนั้น ได้แก่ พระอริยะสัปบุรุษ ท่านคิดแต่การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา สดับฟังพระสัทธรรมเทศนาอยู่เป็นนิตย์ อกุศลจิตและอัพยากฤตก็ไม่บังเกิดมีแก่ท่านดังนี้

เพราะฉะนั้นจึงว่า จิตที่เป็นอัพยากฤตนี้ ย่อมบังเกิดมีแก่พระอรหันต์จำพวกเดียว พระอรหันต์เมื่อท่านเข้าสู่นิโรธสมาบัติแล้ว จิตที่เป็นบุญเป็นบาปนั้นไม่บังเกิดมีแก่ท่านฉะนี้

อาตมาแก้ไขมาในปฐมมาติกาบทที่ ๓ ก็ขอยุติลงไว้แต่เพียงเท่านี้

๔ “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา”

ในลำดับต่อไปนี้จักได้แสดงในติกมาติกาบทที่ ๔ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นอารมณ์แห่งจิตอันสัมปยุตแล้วด้วยเวทนา ๒ แปลว่า เสวยอารมณ์ “สุขาย” แปลว่า เป็นสุข โดยอธิบายว่า ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตแล้ว ด้วยการเสวยอารมณ์เป็นสุขนั้น คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ที่ได้สัมผัสรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่รักที่เจริญใจ คือว่าไม่ยังใจให้เดือดร้อน มีแต่ความโสมนัสยินดี ในกาลเมื่อสัมผัสให้ถูกต้องกับทวาร มีจักขุทวารเป็นต้น เพราะฉะนั้นธรรมะดวงนี้ สมเด็จพระชินศรีจึงได้ทรงตรัสว่า “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา” ดังนี้

พระสักกวาทีจึงขอความอุปมาต่อไปว่า ข้าแต่ท่านปรวาที ขอพระผู้เป็นเจ้าจงแสดงให้พิสดารออกไปอีกสักหน่อยเถิดพระเจ้าข้า

คนหนาวได้ห่มผ้า คนร้อนได้อาบน้ำ คนหิวข้าวได้รับประทานอาหารบรรเทาเวทนาเก่าลงได้ และห้ามกันเวทนาใหม่มิให้กำเริบขึ้นได้ฉะนี้ ก็จัดได้ชื่อว่าสัมผัสถูกต้องเวทนาที่เป็นสุข

ถ้ามิฉะนั้น เปรียบเสมือนคนยากจนเข็ญใจ เมื่อได้ลาภยศที่ฐานอันใดอันหนึ่งแล้ว ก็ย่อมมีความชื่นชมยินดีเป็นกำลัง เหมือนดังนายควาญช้างคนหนึ่ง เดิมทีก็เป็นคนยากจนอนาถา ครั้นต่อมาได้รับจ้างเขาเลี้ยงช้างพอได้อาหารเลี้ยงอาตมาเป็นสุข ก็มีความดีใจเป็นกำลัง

หรือถ้ามิฉะนั้น ก็เปรียบเหมือนพระเจ้าสักกมันธาตุราช เมื่อเดิมทีเป็นคนยากจนเข็ญใจ แม้แต่จะแสวงหาอาหารบริโภคแต่ละมื้อก็ทั้งยาก จนที่สุดผ้าที่จะนุ่งห่มก็ไม่มี ต้องเอาใบไม้มานุ่งห่มแทนผ้า ครั้นอยู่ต่อมาภายหลัง ก็ได้เสวยราชสมบัติเป็นบรมกษัตริย์ แล้วก็ได้เป็นถึงบรมจักร แสนที่มีความสุขสบายยิ่งขึ้นดังนี้

๕ “ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา”

เบื้องหน้าแต่นี้จักได้วิสัชชนาในบทที่ ๕ ว่า “ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา” ต่อไป แปลใจความว่า ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตแล้วด้วยเวทนา ด้วยนามธรรมที่เสวยอารมณ์ โดยความเป็นทุกข์ โดยความอธิบายว่า ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตแล้วด้วยเวทนา ด้วยนามธรรมที่เสวยอารมณ์โดยความเป็นทุกข์ โดยความอธิบายว่า ธรรมทั้งหลายที่ทรงไว้ ซึ่งจิตของคนที่มีแต่ความลำบากนั้น ก็ได้แก่คนที่ยากจนเข็ญใจและคนที่มีโรคาพยาธิเบียดเบียนต่าง ๆ และคนที่ต้องราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย เป็นต้น เหล่านี้แล จึงชื่อว่า ทุกฺขาย เวทนาย ยังมีทุกข์เวทนาอีกอย่างหนึ่งนั้นคือ ทุกข์ของสัตว์ในนรก ทุกข์ของเปรต อสุรกาย ทุกข์ของสัตว์ดิรัจฉานกำเนิด ทุกข์ของสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดต่อไป ดังนี้แลชื่อว่า ทุกขเวทนา ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า บุคคลที่ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างที่แสดงมานี้คือใคร ผู้ใดเป็นตัวอย่างเจ้าข้า

ท่านปรวาทยาจารย์จึงนำบุคคลมาแสดงให้เห็นเป็นนิสัยทัสนะอุทาหรณ์ว่า ยังมีสตรีผู้หนึ่งชื่อว่า นางสุปวาสา เป็นเหตุให้เห็นปรากฏว่าตนประกอบไปด้วยทุกข์ เหลือที่จะอดทน พ้นที่จะพรรณนา มารดาของพระสีวลีซึ่งทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ครั้นภายหลัง นางสุปวาสาผู้เป็นมารดานั้นได้ชี้แจงแสดงเหตุให้เห็นปรากฏว่า ตนประกอบไปด้วยความทุกข์ที่จะเหลือทนทานได้เป็นต้น ดังที่พรรณนาว่า ครรภ์ของนางนั้นใหญ่เกินประมาณ จะนั่งก็เป็นทุกข์ จะนอนก็เป็นทุกข์ จะยืนจะเดินก็เป็นทุกข์ดังนี้ เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกชื่อว่า ทุกขเวทนา ทุกข์นั้นแปลว่าลำบาก ลำบากนั้นแปลว่า ความชั่วซึ่งตนกระทำไว้ไม่ดี เพราะเหตุนั้น องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าจึงทรงตรัสเทศนาว่า “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” ดังนี้ ก็มีพระพุทธประสงค์เพื่อจะไม่ให้สัตว์กระทำบาปทั้งปวง เพราะพระองค์ทรงมีพระกรุณาแก่หมู่สัตว์ จะไม่ให้หมู่สัตว์เสวยทุกข์เวทนา ด้วยหวังพระทัยว่าจะให้สัตว์ทั้งปวงได้เสวยสุขเวทนายิ่ง ๆ ขึ้นไปฉะนี้

๖ “อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา”

เบื้องหน้าแต่นี้ จะได้แสดงในบทที่ ๖ ว่า “อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา” นี้ต่อไป ซึ่งแปลว่า ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตแล้วด้วยเวทนาดีไม่มีสุขไม่มีทุกข์ โดยความอธิบายว่า ทุกข์ก็อาศัยแก่ปัญจขันธ์ทั้ง ๕ สุขก็อาศัยปัญจขันธ์ทั้ง ๕ เมื่อเห็นว่าปัญจขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ใช่ตัวตน หรือว่าเห็นเป็นอื่น มิใช่เราแล้ว อุปาทานก็เข้าไปใกล้ เพราะฉะนั้นจึงว่า ทุกข์สุขไม่มี ดังนี้

ส่วนอารมณ์นั้น เราก็เป็นอุเบกขา อุเบกขานั้นแปลว่า การเข้าไปเห็นปัญจขันธ์ทั้ง ๕ ว่า ปัญจขันธ์ทั้ง ๕ นี้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับสิ้นสูญไป ความรู้ความเห็นนั้นก็ไม่เจือปนอยู่ด้วยปัญจขันธ์ทั้ง ๕ เพราะเหตุนั้นจึงว่า ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ฉะนี้ ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า อารมณ์ที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์นั้นจะเป็นอย่างไร จะเป็นโลกีย์หรือจะเป็นโลกุตตระ เป็นประการใด

ท่านปรวาทีจึงวินิจฉัยว่า ความที่ไม่สุขไม่ทุกข์นั้น ที่เป็นโลกีย์ก็มี ที่เป็นโลกุตตระก็มี เปรียบเหมือนหนึ่งอารมณ์ที่ร้อนแล้ว และมีความปรารถนาให้ตนที่ร้อนนั้นไปหาเย็น แต่ยังไปไม่ทันถึงความเย็นฉะนั้น

ท่านปรวาทีจึงย้อนถามขึ้นอีกว่า ท่านสักกวาทีที่จะเห็นว่าอารมณ์ร้อนหรือเย็นเป็นประการใด ท่านสักกวาทีจึงตอบว่า อารมณ์นั้นร้อน ท่านปรวาทีจึงถามอีกว่า อารมณ์นั้นร้อนอย่างไร ท่านสักกวาทีจึงตอบว่า ถ้าอารมณ์ตนร้อนมาแล้ว อารมณ์นั้นเย็น ท่านปรวาทีจึงว่า จะเย็นอย่างไร ก็ยังไม่ถึงความเย็น ท่านสักกวาทีตอบว่า ถ้าเช่นนั้น อารมณ์นั้นก็ไม่เย็นไม่ร้อน พระปรวาทีจึงอนุโลมว่า นั้นแล ธรรมที่สัมปยุตแล้วด้วยเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ท่านสักกวาทีจึงมีความสงสัย จึงถามขึ้นอีกว่า ธรรมที่เป็นโลกีย์นั้นคือใคร ผู้ใดจะกระทำได้เล่า ขอพระผู้เป็นเจ้า จงนำบุคคลที่เป็นโลกีย์มาแสดงในที่นี้ เพื่อให้เห็นเป็นแบบเป็นฉบับสักเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้สิ้นความสงสัย

ท่านปรวาทีจึงนำบุคคลมาแสดงให้เห็นเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์ว่า ยังมีพระมหาเถระองค์หนึ่ง ไปเจริญสมณธรรมอยู่ในอรัญราวป่า พิจารณาซึ่งสังขารธรรม เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนอารมณ์นั้นไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ เฉย ๆ อยู่ ในกาลครั้งนั้น ยังมีเสือโคร่งใหญ่ตัวหนึ่ง มาคาบเอาพระมหาเถระเจ้านั้นไปบริโภคเป็นภักษาหาร เมื่อเดิมทีนั้น ก็บริโภคตั้งแต่เท้าขึ้นไปถึงโคนขา พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่เป็นทุกข์เป็นสุข จิตของพระผู้เป็นเจ้านั้นก็ยังเป็นโลกีย์ จริงอยู่ คือว่าท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ ยังไม่ได้สำเร็จอะไร เมื่อเสือโคร่งนั้นบริโภคขึ้นไปถึงสะเอวและท้องน้อย ท่านก็ยังไม่ได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษอะไร อารมณ์ของท่านก็ยังเฉย ๆ อยู่ ไม่เดือดร้อนหวั่นไหว ครั้นบริโภคถึงดวงหฤทัยของท่านแล้ว ท่านก็ได้สำเร็จอรหัตต์ ตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหาน ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานในปากแห่งเสือโคร่งนั้น ดังนี้

นักปราชญ์ผู้มีวิจารณญาณพึงสันนิษฐานเข้าใจตามนัยพระพุทธภาษิตอันวิจิตรพิสดาร อาตมารับประทานวิสัชชนามาในมาติกาบทที่ ๖ ก็พอสมควรแก่เวลาด้วยประการฉะนี้

๗ “วิปากา ธมฺมา”

บัดนี้จักได้แก้ไขในติกมาติกาบทที่ ๗ ตามลำดับสืบไป โดยนัยพระบาลีว่า “วิปากา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันสุขต่าง ๆ กัน คือ กรรมวิบากที่เป็นส่วนบุญนั้นเรียกว่า กุศลวิบาก ๑ กรรมวิบากที่เป็นบาปนั้นเรียกว่า อกุศลวิบาก ๑ ขันธวิบาก ๑ ปุญญวิบาก ๑ กรรมวิบากนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประการคือ ได้แก่ผลทุจริต ๓ ผลสุจริต ๓

ทุจริต ๓ นั้น คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ ทุจริตทั้ง ๓ เหล่านี้ เป็นฝ่ายอกุศลวิบาก

สุจริต ๓ นั้น คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑ สุจริตทั้ง ๓ เหล่านี้ เป็นฝ่ายกุศลวิบาก เมื่อสุขแล้ว ก็มีผลต่าง ๆ กัน

ทุจริตทั้ง ๓ นั้น ให้ผลแก่สัตว์ได้เสวยทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ หลายอย่างหลายประการ เป็นต้นว่า ให้โรคาพยาธิเบียดเบียนและให้เป็นคนยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์อับปัญญา และยังสัตว์ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ ฉะนี้ ชื่อว่าอกุศลวิบากที่ ๑

กรรมที่ ๑ คือสุจริตทั้ง ๓ นั้น ให้ผลแก่สัตว์โลกเสวยความสุขสบายต่าง ๆ หลายประการเป็นต้นว่า ให้ปราศจากโรคาพยาธิ และให้มีทรัพย์สมบัติสมบูรณ์บริบูรณ์ และยังสัตว์ให้ได้เสวยสมบัติในฉกามาวจรสวรรค์เป็นต้นฉะนี้มีชื่อว่า กุศลวิบาก

ขันธวิบากที่ ๓ นั้นคือ ยังร่างกายของสัตว์ให้มีโทษถอยกำลังและให้ฟันหัก ผมหงอก เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง หูตึง ตามืดไป ทั้งสรีรกายนั้นไซร้ก็คดค้อมน้อมไปในเบื้องหน้า ให้ทรมานทรกรรมด้วยโรคาพยาธิต่าง ๆ ฉะนี้ชื่อว่าขันธวิบาก

ปัญญาวิบากที่ ๔ นั้น คือยังสัตว์ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ทั้งปวงได้ และให้มีปัญญาสามารถ รู้จักสรรพเญยยธรรมที่เป็นโลกีย์และเป็นโลกุตระได้ ฉะนี้ชื่อว่าปัญญาวิบาก

ท่านสักกวาทีได้ฟังก็ชอบใจ จึงขอฟังอุปมาเป็นบุคคลอีก ๔ คน เพื่อเป็นนิทัศนนัยว่า อกุศลวิบากนั้นจะได้แก่บุคคลใด กุศลวิบากจะได้แก่บุคคลใด ขันธวิบากนั้นจะได้แก่บุคคลใด ปัญญาวิบากนั้นจะได้แก่บุคคลใด

พระปรวาทีจึงวิสัชนาวินิจฉัยต่อไปว่า อกุศลวิบากนั้นก็ได้แก่พาลอุบาสกถูกตัดคอนั้นเอง กุศลวิบากนั้นได้แก่ท้าวมหาชมพูบดีนั้นเอง ขันธวิบากนั้นได้แก่ พระปูติกะติสสะเถระนั่นเอง แก้ไขในมาติกบทที่ ๗ ก็ขอยุติไว้เพียงเท่านี้

๘ “วิปากธมฺมธมฺมา”

ลำดับนี้ไปจักได้แสดงในติกมาติกาบทที่ ๘ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า “วิปากธมฺมธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันเกิดแต่วิบาก ได้แก่เหตุและปัจจัย เปรียบเหมือนดังผลมะพร้าวแห้ง ที่ควรจะงอกออกมาจากผลมะพร้าวได้ และมีบุคคลนำไปปลูกไว้ในแผ่นดิน ต้นมะพร้าวนั้นก็งอกงามเจริญใหญ่โตขึ้นมา จนถึงแก่แล้ว แล้วออกผลเป็นมะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก่ ต้นมะพร้าวที่งอกงามขึ้นมานั้นได้แก่เหตุ บุคคลที่นำไปปลูกนั้นได้แก่ปัจจัย ผลมะพร้าวอ่อนและแห้งที่ควรจะบริโภคนั้นได้แก่วิบาก

อีกนัยหนึ่งว่า อกุศลกรรมนั้นเปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีพิษ เมื่อมีผลสุกแล้ว ก็มีโทษแก่บุคคลที่บริโภคนั้น กุศลวิบากนั้นเปรียบเหมือนดังต้นไม้ที่ไม่มีพิษ เมื่อมีผลอันสุกแล้ว ก็ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั่วไป ด้วยเหตุนี้ จึงว่าบาปเป็นเหตุ ทุกข์เป็นผล บุญเป็นเหตุ สุขเป็นผล ดังนี้

เพราะเหตุนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์จึงตรัสเทศนาไว้ว่า “วิปากธมฺมธมฺมา” ฉะนี้ โดยเนื้อความว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นเครื่องอุกหนุนของความสุขพิเศษ เปรียบดุจดังว่า เครื่องบ่มผลไม้ทั้งปวง มีมะม่วงและผลไม้อื่นเป็นต้น อีกประการหนึ่ง ตัวอวิชชานี้แล เป็นตัววิปากธรรม เพราะสังขาร วิญญาณ นาม รูป เกิดขึ้นมาได้นั้น ก็อาศัยอวิชชาเป็นเดิมเหตุ หรือถ้ามิฉะนั้นก็ต้องอาศัยมูล ๖ คือ กุศลมูล ๓ อกุศลมูล ๓ มูลทั้ง ๖ นี้เป็นเหตุให้เกิดบุญและบาป เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า “วิปากธมฺมธมฺมา” ฉะนี้