ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

#หลวงปู่กูด รักขิตสีโล ตามประวัติท่านมีทั้งเทวดา พญานาค มาขอฟังธรรมท่านอยู่เสมอๆ เพราะท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิมาก่อน แต่ภายหลังเมื่อปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวดกับพระพี่ชายท่านหลวงปู่เจิ่น สิริจันโท จึงได้เห็นกองทุกข์ที่จะต้องไปเวียนเกิดเวียนตายในวัฏสงสารอีกไม่รู้จบสิ้น ทำให้ท่านสลดสังเวชในภพชาติน้อยใหญ่นั้น จึงได้กราบลาถอนพุทธภูมิ เป็นเพียงสาวกภูมิของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณศากยบุตรในบวรพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น จากนั้นท่านจึงออกรุกขมูลอยู่ตามป่าเขาเร่งเพียรภาวนาแสวงหาโมกขธรรมเพื่อให้ถึงซึ่งมรรคาตามคำสอนของพระบรมศาสดา
⚫เทวดา พญานาค มาขอฟังธรรม
...หลวงปู่กูด รักขิตสีโล ท่านได้ขึ้นไปภาวนาอยู่ที่ถ้ำภูยางอู่ ในถ้ำนี้เองเวลากลางคืนได้มีเทพและนาคมากมายมาขอสมาทานศีล ๕ และขอฟังธรรมจากหลวงปู่กูดด้วย ลักษณะของเทพที่มา มีลักษณะกิริยามารยาทเรียบร้อย หน้าตางดงามมาก นุ่งขาวทั้งชายหญิง เทวดาทรงผมธรรมดา เทพธิดาปล่อยผมยาว เป็นเด็กก็มี ส่วนผู้เป็นหัวหน้านั้นเป็นเทพบุตร หลวงปู่กูดท่านนั่งสมาธิอยู่ลานหินกว้าง เหล่าเทพมาถึงแล้วก็นั่งรอเป็นทิวแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยดีมาก ไม่มีเสียงดังให้ได้ยินเลย หลวงปู่กูด ท่านให้รับศีลและให้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์แล้ว ท่านไม่ได้เทศน์สั่งสอนอะไรเลย จึงนั่งสมาธิเงียบๆ อยู่ พวกเทพเห็นดังนั้น ก็นั่งสมาธิกับหลวงปู่กูดด้วยประมาณ ๑ ชั่วโมง จึงกราบลงแล้วลากลับไป
เมื่อเทพเหล่านั้นกลับไปแล้ว พวกนาคก็มาหาท่านอีก หัวหน้าก็เป็นชายอีกเช่นเดียวกัน เขาอาราธนาศีลเก่งเหมือนกันหมดทุกคน ไม่ว่าเทพหรือนาค หลวงปู่กูด ก็อัศจรรย์ใจยิ่งนักว่า ทำไมเขาถึงอาราธนาศีลเก่งนัก เหล่าเทพนาคเขาบอกว่าเคยเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมาก่อน หลวงปู่มั่นท่านสอนให้อยู่ในไตรสรณคมน์มาก่อนจึงอาราธนาศีลเป็น ลักษณะของนาคที่มานั้น มาเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกัน ต่างกันก็ตรงเครื่องนุ่งห่ม โดยสีผ้าของนาคนี้มีสีผ้าคล้ายใยบัวแต่ไม่คล้ำนัก ผมไม่ดกบางๆ แต่งตัวเรียบร้อยเหมือนกับแขกอินเดียโพกหัวด้วยผ้าบางๆ สีคล้ายสีชมพูแต่อ่อนมาก
นับตั้งแต่หลวงปู่กูดได้อุปสมบท ท่านสังเกตว่าทางเดินจงกรมของท่านจะมี กิ้งกือ ตะขาบ งูเพา งูมีพิษ และสัตว์ที่มีพิษทุกชนิด เมื่อมาเห็นทางเดินจงกรม จะไม่ข้ามทางจงกรมของท่านเลย และจะหันหลังกลับทันที ท่านได้เฝ้าสังเกตอยู่เงียบๆ และแผ่เมตตาให้กับสัตว์เหล่านี้เป็นพิเศษ เพราะแม้จะเป็นศัตว์เดรัจฉานก็ยังรู้ความไม่ย่ำยีตัดทางเดินจงกรมของพระผู้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ รวมทั้งเทพ นาคด้วย ก็จะไม่เดินข้ามทางจงกรมนี้เลย
หลวงปู่กูด ท่านเป็นพระที่มีเทพเทวดารักเคารพมาก ในเวลากลางคืนจะปรากฏเหตุการณ์มหัศจรรย์ คือ “มีแสงสว่างเจิดจร้าอยู่รอบๆ แสงสว่างนี้สว่างไสวและงดงามมาก มีแต่รอบๆ กุฏิหลวงปู่กูดเท่านั้น ที่แห่งอื่นนั้นไม่มี เห็นเป็นแต่ความมืดเท่านั้นที่ปกคลุมอยู่” ในแต่ละคืน พระเณรไม่เป็นอันปฏิบัติอันใดทั้งสิ้น จะมาคอยดูแต่แสงสว่างที่รอบกุฏิหลวงปู่อยู่เท่านั้น
เมื่อหลวงปู่กูดทราบ จึงได้บอกเทพทั้งหลายว่า ให้หยุดการกระทำอันจะเป็นอันตรายแก่พระเณร เพราะการที่ท่านมาพบในลักษณะนี้ ผู้อื่นพบเห็นก็จะหลงใหลเคลิบเคลิ้มไม่เป็นอันทำอะไร ดังนั้น ในคืนถัดมาแสงสว่างจึงไม่มี การที่มีเทพ พรหม มากราบหลวงปู่กูด ก็เพื่อมานิมนต์ขอให้หลวงปู่กูดปรารถนาพุทธภูมิต่อไป เพื่อให้เขาทั้งหลายมีที่พึ่งทางใจสืบไป
⚫ถอนพุทธภูมิ
...ในพรรษาต่อมา หลวงปู่กูดได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหนองไคร้ จ.ยโสธร(วัดของหลวงปู่ประสาร สุมโน ในปัจจุบัน) ในพรรษานี้เอง หลวงปู่กูด ได้ตั้งสัจจะถอนคำอธิษฐานที่ปรารถนาพุทธภูมิมาแต่ในอดีตชาติ โดยได้ตั้งสัจจะใหม่ขอพ้นทุกข์ในชาตินี้ สาเหตุที่ตัดใจได้คือ
๑.ท่านพิจารณาแล้วว่า หากปรารถนาต่อไปภพชาติก็จะยิ่งยาวไกลออกไปไม่รู้จักจบจักสิ้น จะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ที่อบายภูมิ ตกนรก เป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ และพรหมอีกไม่รู้เท่าไหร่ และ
ได้พิจารณาย้อนไปในอดีต ก็ยิ่งรังเกียจภพชาติที่ผ่านมา เพราะได้เวียนว่ายตายเกิดมาหมดทุกภูมิแล้ว
๒.หลวงปู่กูดท่านได้เห็นกรรมฐาน ๕ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ได้หลุดกองลงมา ตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส ล้วนแต่เป็นเครื่องปฏิกูลเน่าเหม็นโสโครก เมื่อเห็นดังนี้แล้วจิตจึงอยากถอนจากการเวียนว่ายตายเกิดอีก จึงตั้งสัจจะขอปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างเดียว
หลวงปู่กูด ท่านเป็นพระกัมมัฏฐานซึ่งมุ่งมั่นในการปฏิบัติ เดิมทีนั้นท่านปรารถนาพุทธภูมิเป็นที่หมาย แต่เมื่อปฏิบัติมากเข้า ในที่สุดก็ขอลาพุทธภูมิเพื่อให้จบกิจในชาตินี้ภพนี้เป็นที่สุด เพราะเหตุนี้เองทำให้ท่านต้องประสบวิบากสังขารในชีวิตหลายครั้งหลายคราว แต่ท่านก็ไม่หลบไม่เลี่ยง หากแต่เผชิญกับวิบากนั้นด้วยความเมตตาและอาจหาญอย่างที่สุด เพื่อจะได้ไม่ติดค้างหนี้เวรหนี้กรรมใดๆ อีก
เรื่องจริงที่เหลือจินตนาการใดๆ เรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับหลวงปู่กูด คือ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งเป็นปีที่ท่านมีอายุได้ ๘๗ ปี แต่ไม่ว่าจะสูงวัยอย่างไรก็ไม่ใช่เหตุที่ทำให้ต้องละการภาวนา ปีนั้นท่านเก็บตัวภาวนาอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง หลังพระอุปัฏฐากและศิษย์กราบลาท่านในช่วงค่ำ ปล่อยให้ท่านบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดอย่างที่เป็นมาตลอด ๓ เดือน พอรุ่งเช้าไปพบท่านอีกทีถึงกับสยองขวัญสั่นประสาท เพราะมีมดดำนับหมื่นๆ ตัวรุมกัดท่านอยู่จนร่างผอมบางนั้นดำสนิทไปทั้งร่าง เมื่อศิษย์เข้าไปช่วยเพื่อนำท่านส่งโรงพยาบาล ท่านยังเอ่ยด้วยความเมตตาว่า “อย่าไปปัดมันๆ”
หลวงปู่กูด ละสังขารลงเมื่อวันพระแรม ๘ ค่ำ เดือน ๙ ปี ขาล เมื่อเวลา ๑๐.๔๓ น. ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ ณ วัดป่าศิลาอาสน์ ต.หนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร สิริอายุ ๙๔ ปี ๓ เดือน ๒๕ วัน พรรษา ๕๓
“..โลกนี้ดุจหม้อกระทะใหญ่ที่ค้างไว้ตลอดกาลช้านานแล้ว ใครเกิดมาก็มาตกอยู่ในกระทะใหญ่นี้โดยไม่รู้สึกตัว ยิ่งตกยิ่งมัวยิ่งเมาโดยไม่รู้ตัว ดีชั่วไม่คำนึงถึงอันตรายทั้งสิ้น สมัยใดหรือยุคใดก็ตามย่อมเจริญแต่ความมึนเมา เอาตัวรอดจากตาข่ายไม่ค่อยได้ ตกอยู่ในหลุมเพลิงอย่างไรก็ชอบอย่างนั้น ตกอยู่ในโอกแอ่งแก่งกันดารเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักคลาย โลกทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้มาแต่อดีตชาติ และอนาคตก็จะเป็นอยู่อย่างนี้..” โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่กูด รักขิตสีโล

Add comment


Security code
Refresh