ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

หลักสูตรธรรมะ

“วิปัสสนา” คือ การวิเคราะห์แยกซอย หรือถอดส่วนประกอบต่างๆทั้งหมดของชีวิต เพื่อให้รู้ตามที่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไม่ใช่รู้ตามความคาดหวังและจินตนาการของกิเลสมนุษย์

ทางวิปัสสนาเรียกว่า “วิเคราะห์รูป วิเคราะห์นาม”
วิปัสสนา เป็นวิธีฝึกจิตที่มีเฉพาะในพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิกายเถรวาท เป็นการเดินทางไปสู่ความหลุดพ้น หรือทางพบสุขที่เป็นอมตะ สุขที่ไม่กลายเป็นทุกข์อีก

การเจริญวิปัสสนา ทำได้ ๒ อย่าง คือ เจริญวิปัสสนาแบบล้วนๆ และเจริญวิปัสสนาแบบผสม

การเจริญวิปัสสนาแบบล้วนๆ หรือดิบๆ เรียกว่า “วิปัสสนายานิก”

ผู้เจริญ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังสมาธิมาก ใช้ความสงบแค่ชั่วขณะหนึ่ง หรือใช้สมาธิที่คนทั่วไปมีประจำตัวอยู่แล้ว เป็นฐานในการเจริญวิปัสสนา
การเจริญวิปัสสนาแบบนี้ ไม่ต้องอาศัยกำลังสมาธิมาก แง่ดีคือ ไม่หลงฤทธิ์ อภิญญา และนิมิต แต่แง่เสีย เวลาบรรลุมรรคผล หมดกิเลสตัณหา ก็จะเป็นแค่พระอรหันต์แบบสุขวิปัสสก พระที่หมดกิเลส แต่บารมีไม่ปรากฏให้คนเห็นมาก

ส่วนผู้เจริญวิปัสสนาแบบผสม คือ การเจริญวิปัสสนาผสมกับสมาธิ ผู้ปฏิบัติต้องทำสมาธิ จนได้ฌานขั้นใดขั้นหนึ่ง หรือจิตรวมตัวได้อย่างแนบแน่น เพิกนิวรณธรรมออกได้ทั้งหมด

การเจริญวิปัสสนาของผู้ได้สมาธิ จะเจริญขณะที่อยู่ในอารมณ์ฌานขั้นใดขึ้นหนึ่งไม่ได้ ต้องถอนจิตออกจากอารมณ์ฌานขั้นนั้นๆ ออกมาอยู่ในระดับที่เรียกว่า “อุปจาร”

“อุปจาร” เป็นสภาวะอย่างหนึ่งของจิตผู้ได้ฌาน มีลักษณะรับรู้อารมณ์ต่างๆได้ทั้งภายในและภายนอก แต่อารมณ์ต่างๆนั้นไม่มีอิทธิพลทำให้จิตกระเพื่อมได้
พูดอีกนัยหนึ่ง “อุปจาร” เป็นสภาวะที่จิตรับรู้อารมณ์ได้ทุกชนิด แต่ไม่วิ่งไปตามอารมณ์เหมือนจิตคนธรรมดาทั่วไป จิตวางเฉยต่ออารมณ์ทั้งปวงได้

สภาวะที่จิตวางเฉยต่ออารมณ์นี้ มีลักษณะต่างๆกันไป ขึ้นอยู่กับระดับฌานของผู้ปฏิบัติ
ผู้เจริญวิปัสสนาผสมกับสมาธิ เรียกว่า “สมถยานิก”

แต่ไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะเป็นสมถยานหรือวิปัสสนายาน สิ่งที่เหมือนกันในการเจริญวิปัสสนา คือ เอาอารมณ์ที่ปรากฏชัดแก่จิตขณะนั้นๆเป็นสิ่งกำหนดรู้

การกำหนดรู้ทางวิปัสสนา ไม่ใช่การใช้ความคิด จินตนาการ หรือตรรกะ เหมือนที่สอนกันในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ แต่เป็นการเอาจิตไปสัมผัสสิ่งที่ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า หรือปรากฏขึ้นในใจผู้ปฏิบัติขณะนั้นๆ

ทางวิปัสสนาเรียกว่า “ญาณ”
ญาณทางวิปัสสนามีหลายระดับ หลายขั้น สูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับกำลังภายในของผู้ปฏิบัติแต่ละคน

“กำลังภายใน” เรียกทางธรรมได้หลายอย่าง เช่น พละ โพชฌงค์ หรืออินทรีย์
แต่หากจะเรียกเป็นภาษาให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ กำลังสติ ปัญญา และความเพียร นั่นเอง
กำลังภายในทั้ง ๓ อย่างข้างต้น แก่กล้ามากเพียงใด ก็จะหนุนญาณทางวิปัสสนา หรือวิปัสสนาญาณให้แก่กล้าและละเอียดสูงขึ้นมากเพียงนั้น

การกำหนดรู้ทางวิปัสสนาทำได้ ๒ แง่

๑.กำหนดรู้สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอารมณ์นั้นๆ เช่น กำหนดรู้ผม เป็นธาตุดิน เลือดเป็นธาตุน้ำ ลมหายใจ เป็นธาตุลม อุณหภูมิ เป็นธาตุไฟ

๒.กำหนดรู้ธรรมชาติที่เหมือนกันของอารมณ์ทั้งหมด อารมณ์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม มีลักษณะเหมือนกัน ๓ อย่าง คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

ทางวิปัสสนาเรียกธรรมชาติ ๓ อย่างนี้รวมเป็นคำเดียวว่า “ไตรลักษณ์”

อนิจจัง คือ ลักษณะที่เกิด-ดับของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมด

ทุกขัง คือ ลักษณะประกอบตัวกันขึ้นหรือปรุงแต่งกันขึ้นระหว่างรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมด

อนัตตา คือ ลักษณะแยกกระจายหรือกระจายตัวออกจากกันของส่วนประกอบที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมด เหลือแต่สภาวะที่ไม่มีแก่น ไม่มีหัวใจ เรียกอีกอย่างว่า เหลือแต่ความว่าง หรือความเป็นสภาพเดิมแท้ของมัน

ธรรมชาติรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมด หรือส่วนประกอบทั้งหมดของชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในโลกนี้ โลกหน้า หรือทุกมิติ มีลักษณะไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์”

ไตรลักษณ์ ๒ อย่างข้างต้น คือ อนิจจังและทุกขัง เป็นสภาพที่ยังอยู่ในวัฏฏะ หรือเป็นสิ่งที่สัตว์ทุกภพภูมิต้องพบ หนีไม่พ้น
เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด หมุนไปเวียนมาไม่รู้จักจบ คือ สภาวะที่เป็นอนิจจัง

อนิจจังนี้ เกิดมาจากการปรุงแต่งกันขึ้นของสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม หรือสิ่งที่เป็นสสารและอสสาร

การปรุงแต่งกันและกันของรูปธรรมและนามธรรม ก็คือสภาวะที่เป็นทุกขัง
พูดอีกนัยหนึ่ง สภาวะที่เป็นอนิจจังเกิดจากสภาวะที่เป็นทุกขังนั่นเอง

สิ่งใดไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ตาย สิ่งนั้นเกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งกันขึ้นของรูปธรรมและนามธรรม หากการปรุงแต่งไม่มี การเกิดและตายก็จะไม่มี
หรือ หากทุกขังไม่มี สิ่งที่เป็นอนิจจังก็ไม่มี

ทางออกจากการเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดที่เป็นอนันต์ ก็คือ การหาทางไม่ให้รูปธรรมและนามธรรมปรุงแต่งกันและกันขึ้นได้อีก ทางนั้นก็คือ “อนัตตา”

พระพุทธองค์ เวลาแสดงไตรลักษณ์ พระองค์จะเริ่มด้วยการแสดงสภาวะที่เป็น “อนิจจัง” และต่อด้วยสภาวะที่เป็น “ทุกขัง” สุดท้ายทรงแสดงเรื่อง “อนัตตา” คือ ทางออกจากการเวียนว่ายตายเกิด และการปรุงแต่งกันและกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง

“อนัตตา” จึงเป็นทางออกเพียงประการเดียว ให้นักเจริญวิปัสสนา ได้พ้นไปเสียจากวงจรการเวียนว่ายตายเกิดที่ซ้ำซาก และวงจรการปรุงแต่งกันที่ไม่มีที่สิ้นสุดของรูปธรรมและนามธรรม

อย่างไรก็ตาม นักเจริญวิปัสสนาที่สติปัญญายังไม่แก่กล้านัก จะต้องพิจารณาให้เห็นสภาวะที่เป็นอนิจจังและทุกขังเสียให้แจ้งเสียก่อน ปัญญาถึงจะเดินเข้าไปเห็นสภาวะที่เป็น “อนัตตา” ได้

ส่วนนักเจริญวิปัสสนาที่มีปัญญามาก หรือผู้เคยบำเพ็ญบารมีทางปัญญามาในอดีต ไม่ต้องผ่านอนิจจัง ทุกขัง ก็พิจารณาเห็น “อนัตตา” ได้ เป็นบุญของแต่ละคนที่บำเพ็ญมาไม่เหมือนกัน

นักเจริญวิปัสสนา กำหนดเห็นไตรลักษณ์ของรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวงได้ละเอียดเท่าใด จิตก็ยิ่งจะถอดถอนออกจากความยินดีพอใจและหลงใหลในภพภูมิทั้งปวงได้มากเท่านั้น

นักเจริญวิปัสสนา จะเกิดญาณ เห็นโทษ เห็นภัย หรือเห็นอันตรายของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ญาณ” เห็นโทษ เห็นภัย ของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารอย่างซ้ำซากนี่เอง เรียกได้สั้นๆว่า “เห็นทุกข์”

เมื่อเห็นทุกข์ได้อย่างชัดแจ้งแดงแจ ทุกข์เนื้อๆ ทุกข์สดๆ ทุกข์ที่ไม่มีทางออกจากปรุงแต่งกันและกันอยู่ตลอดเวลาของรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง
นักเจริญวิปัสสนาก็จะเกิดความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการหาทางออกจากทุกข์ หรือ ทางที่รูปธรรมและนามธรรมไม่ต้องมาปรุงแต่งกันและกันอีกต่อไป ทางนั้นก็คือ “อนัตตา” ดังที่พูดไว้

การพิจารณาเห็น “อนัตตา” นี่แหละ จะทำให้นักเจริญวิปัสสนาเห็นธาตุแท้ของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมดว่า “เป็นของจืด” เป็นสภาวะที่ไม่ไป ไม่มา ไม่มีสี ไม่มีสัน จิตใจนักเจริญวิปัสสนาก็จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า “วางเฉยต่อสิ่งปรุงแต่งทั้งปวง” ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามาสัมผัสทั้งข้างในและข้างนอก ทางวิปัสสนาเรียกว่า “สังขารุเปกขาญาณ”

“สังขารุเปกขาญาณ” ถือเป็นญาณที่สำคัญนักสำหรับนักเจริญวิปัสสนา ผู้เจริญวิปัสสนามาถึงขึ้นนี้ จิตใจมั่นคงเป็นเสถียรที่สุด ไม่ยินดี ยินร้ายต่อสิ่งทั้งปวง ไม่ติดสุข ไม่ยึดทุกข์ ไม่ยินดียินร้ายต่อนินทาสรรเสริญทั้งปวง

หากแม้นนักเจริญวิปัสสนาผู้นั้น ไม่ติดในพระปฐมสัมโพธิ หรือ ไม่ติดในพุทธภูมิ บวกกับกำลังสติ ปัญญา และความเพียร หรืออินทรีย์ของนักเจริญวิปัสสนาผู้นั้นเต็มบริบูรณ์

“สังขารุเปกขาญาณ” ของนักวิปัสสนาผู้นั้น ก็จะก้าวทะลุเข้าไปสู่โลกแห่งอริยมรรคอริยผล ตัดกิเลสตัณหาที่เป็นเชื้อให้เวียนว่ายตายเกิดภพแล้วภพเล่าได้

เมื่อไม่มีเชื้อก็ไม่มีการเกิด เมื่อไม่มีการเกิด ก็ไม่มีการตาย ทุกข์ต่างๆก็จะไม่มี มีแต่สุขที่เป็นพระบรม คือ นิพพาน

คำว่า “นิพพาน” พระพุทธองค์จึงทรงอธิบายไว้ในแง่หนึ่ง คือ
สิ่งที่ไม่ไป ไม่มา ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกหน้า ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น นั่นแหละคือ “นิพพาน”

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังนั่ง

พระอาจารย์มหาสุภา ชิโนรโส ป.ธ. ๙ (ส.ชิโนรส)
สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระอัศวเหมาราม

1. การปฏิบัติกรรมฐานในแนวทางสติปัฏฐาน 4 นั้น จะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสามารถพิเศษ เช่น การมีฤทธิ์มีฌานแก่กล้า เดินย่นระยะทางได้ เป็นเช่นนี้ทุกๆ คนหรือไม่

2. สาเหตุที่ถามในข้อ 1 ก็เพราะผมอ่านประวัติพระในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เกือบทุกรูป ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ดุลย์ หลวงพ่อชา หลวงปู่อ่อน ล้วนมีปรากฎการณ์ แสดงให้เห็นว่าท่านเหล่านี้สามารถกระทำในสิ่งนี้ได้ทั้งสิ้น แม้ว่าองค์ท่านแต่ละรูปจะสั่งสอนทุกคนไม่ให้ไปติดยึดกับสิ่งเหล่านี้ก็ตาม

3. จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ผมจึงอยากทราบว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะพระบางรูปเท่านั้น หรือว่า หากใครปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 หรืออภิญญาต่างๆ แล้ว ก็ล้วนแต่จะแสดงฤทธิ์เดชได้เหมือนกันทั้งสิ้น

#หลวงปู่
ส่วนธรรมะที่ถามไปเรื่องสติปัฏฐาน 4 และก็ถามเรื่องอภิญญา 6 อยู่ในตัว
และขอให้เข้าใจในสติปัฏฐาน 4 คือ พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม

กายก็ดี ก็เป็นรูปขันธ์อยู่ในตัว หรือรูปโลกอยู่ในตัว หรือรูปธรรมอยู่ในตัว หรือรูปสังขารอยู่ในตัว หรือรูปธาตุอยู่ในตัว ก็มีความหมายอันเดียวกัน

คือเกิดขึ้น แล้วก็แตกสลายไป อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์ทั้งนั้น

ส่วนเวทนา และจิต ธรรม นั้น นามโลกก็ว่า นามธรรมก็ว่า นามขันธ์ก็ว่า นามสังขารก็ว่า นามธาตุก็ว่าอีก
เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนและแตกสลายอีก ก็อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์อีกด้วย

ท่านสอนให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ตามเป็นจริง ก็คือไตรลักษณ์นั่นเอง

และสติปัฏฐาน 4 ก็ย่นลงมาเป็น 2
- กายก็ย่นลงมาในรูปขันธ์
- เวทนา จิต ธรรม ก็ย่นลงมาในนามขันธ์

ส่วนขันธ์ 5 เล่าก็มีความหมายอันเดียวกันกับสติปัฏฐาน 4

คือ รูป ก็ย่นลงมาในรูปขันธ์ตามเดิม
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้ก็ย่นลงมาเป็นนามขันธ์
เช่นเดียวกับสติปัฏฐาน 4

ทั้งรูปและนามก็ดี อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์ ดังที่ว่ามาแล้วนั้นเหมือนกัน

ทีนี้ อาทิตตปริยายสูตร คือส่วนที่เป็นของร้อน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คืออายตนะภายใน ก็ย่นลงมาเป็น 2 เหมือนกัน

ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นก็ย่นลงมาเป็นรูปขันธ์ ก็อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์อีกเหมือนกัน ตรงกันกับสติปัฏฐาน 4 อีกเหมือนกัน ไม่แปลกเลย

ทีนี้ อยากทราบว่าสิ่งทั้งหลายดังที่ว่ามานี้ สามารถได้อภิญญา 6 หมดทุกท่านดอกหรือ?

ขอตอบว่า อันนี้มันต้องขึ้นกับบารมีแต่ชาติก่อนที่สั่งสม และปรารถนามาโดยลำดับ ทานวัตร ศีลวัตร ภาวนาวัตร เป็นต้น ซึ่งอยู่กับความปรารถนามาแต่ภพก่อน จึงจะเป็นไปได้

ส่วนผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์ล้วนๆ เช่น ประเภทสุขวิปัสสโก เป็นต้น ก็ปรารถนาทางด้านปัญญาไปรวบรัด จะแสดงเดชได้หรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหา ขอแต่ว่าพ้นจากกิเลสก็เป็นพอแล้ว
ท่านทั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่าเจริญวิปัสสนาปัญญา 3 ส่วนสมถะส่วนเดียว กลมกลืนกันไปแต่ภพก่อนๆ จนถึงภพปัจจุบัน

จำพวกท่านที่แสดงฤทธิ์เดช ที่เรียกว่าอภิญญา 6 นั้น แต่ชาติก่อนๆ เคยภาวนาเจริญสมถะ 3 ส่วน ปัญญาส่วนเดียว สัมปะยุตกันไปในตัว แล้วแสดงฤทธิ์เดช หูทิพย์ ตาทิพย์ได้

มีปัญหาสอดเข้ามาว่า จำพวกที่แสดงฤทธิ์เดชไม่ได้นี้ เราจะไปถามท่านเหล่านี้ ท่านเหล่านี้ก็ไม่ติดไม่คาเหมือนกัน
ท่านเหล่านี้ต้องตอบว่า อภิญญาทั้ง 6 นั้น อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์หรือไม่

เมื่ออภิญญาทั้ง 6 มันอยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์แล้ว ผมก็ไม่เสียดายกังวลเลย ถ้าหากว่าพวกท่านเหล่านั้นตอบอย่างนี้ พวกเราอยู่ปัจจุบันนี้ เราให้คะแนนว่าพวกเหล่านั้นตอบถูกหรือไม่?..

หรือเราจะให้คะแนนแต่พวกดำดินบินบน นกก็บินบนได้ ปลาไหลก็ดำดินเป็น พวกเราให้คะแนนเขาเป็นพระอรหันต์หรือไม่?..
สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธจะขบให้แตกทั้งนั้น.....

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ และภาพระยะใกล้

+++++
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

“... พอทราบแล้ว ๓ วันเท่านั้นนะ เตรียมของไปเลย ไปก็ไปโดนเอาจริง ๆ นี่ละ.. มันมีแต่ผลบวกนะ พอไปก็ไปพักอยู่สุทธาวาส ๒ คืน พอฉันจังหันแล้ว สาย ๆ ก็ออกเดินทางไปถึงบ้านโคกมืดแล้ว บุกไปอย่างนั้นละ กลางคืนมืดถนนไม่ต้องถามละ ไม่มี ไปตามทางล้อทางเกวียนธรรมดา

พอไปถึง เราไปถามชาวบ้านเขา เขาก็บอก ไปถึงบ้านโคกมันมืดแล้ว ‘วัดป่าบ้านโคกอยู่ที่ไหน แล้วท่านอาจารย์มั่น ท่านอยู่ที่นี่ใช่ไหม ?’

‘อยู่..ท่านเพิ่งย้ายมาจากบ้านนามน ท่านจะมาพักจำพรรษาที่นี่ในปีนี้’

‘ไหน..วัดไปทางไหน ?’

เขาก็เลยพาไป ‘ไป..ผมจะพาไป เพราะทางเข้าไปวัดของท่านอาจารย์มั่นเป็นทางด่านนะ มันไม่ได้เป็นทางล้อทางเกวียนอะไร ทางเป็นด่าน พอคนเดินไปพ้นตัวไปเท่านั้นแหละ’ ชาวบ้านเขาบอก ... ออกไปนี้พอไปถึงกลางบ้าน

เขาบอกให้มานี่ เขาก็ชี้ทาง ‘นี่ละทางเส้นนี้ไปวัด ให้จับทางสายนี้นะ นี่แหละต้นทาง ให้เดินตามทางนี้ อย่าปลีกทางนี้ มันเป็นทางแคบ ๆ เพราะท่านเพิ่งมาอยู่ใหม่ ทางก็แคบ ๆ บุกไปอย่างนั้นแหละ ให้ตามทางนี้ อย่าปล่อยทางนี้แล้วจะเข้าถึงวัดเลย’

พอเขาบอกอย่างนี้แล้วเราก็ไป ไปทั้งมืด ๆ ไปพอ 'ช่วมช่าม ๆ' เข้าไปในวัด จากนั้นก็ดูนั้นดูนี่มืด ๆ จนไปเห็นศาลาหลังหนึ่ง ทำให้สงสัยนะ
‘เอ๊...นี่ ถ้าเป็นศาลามันก็ดูว่าเล็กไปสักหน่อย’ หมายถึงศาลากรรมฐานนะ...

‘ถ้าว่าเป็นกุฏิ ก็จะใหญ่ไป’ กำลังดูอยู่อย่างนั้น แล้วก็เดิน 'เซ่อซ่า ๆ' เข้าไป ท่านอาจารย์มั่นกำลังเดินจงกรมอยู่นี่นา ....มันก็ไม่เห็น เอ้อ... ท่านเดินจงกรมอยู่ข้างศาลา ท่านกั้นห้องศาลาพักอยู่นั่น พักจำวัดอยู่ที่ห้องศาลาเล็ก ๆ นั่นนะ

เราก็เดินซุ่มซ่าม ๆ มองนั้นมองนี้ไป ก็เราไม่เห็นนี่ มันกลางคืนแล้ว ท่านก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ นี้...”

ท่านเดินไปจนพบหลวงปู่มั่น บนทางจงกรม หลวงปู่มั่นจึงถามขึ้นว่า “ใครมานี่ ?”

ท่านกราบเรียนว่า “ผมครับ”

ด้วยคำตอบนั้นของท่าน ทำให้หลวงปู่มั่นกล่าวขึ้นอย่างดุ ๆ พร้อมกับใส่ปัญหาให้ได้คิดในทันทีนั้นว่า
“อันผม ๆ นี้ ตั้งแต่คนหัวล้าน มันก็มีผมไอ้ตรงที่มันไม่ล้าน”

ถึงตรงนี้ท่านว่า รู้สึกเสียวแปล๊บในหัวใจ เพราะเข้าใจทันทีว่าไม่เกิดประโยชน์อันใดด้วยการตอบเช่นนี้เลย

ขณะเดียวกันทั้ง ๆ ที่กลัวเกรงหลวงปู่มั่นมาก แต่ก็รู้สึกถึงใจอย่างที่สุดกับคำดุชนิดที่หาที่ค้านไม่ได้เลย และยอมรับทันทีในไหวพริบปฏิภาณของหลวงปู่มั่น แม้จะกลัวเพียงใดก็ตาม แต่กลับรู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ ว่า
“นี่แหละ..อาจารย์ของเรา”

จากนั้นท่านก็เลยรีบกราบเรียนใหม่ทันทีว่า “ผมชื่อพระมหาบัว”

“เออ!.. ก็ว่า 'อย่างงั้นซี่' มันถึงจะรู้เรื่องกัน อันนี้ว่า ผม ผม ใครมันก็มี ผมเต็มหัวทุกคน แล้วใครจะรู้... ไป..ไปพักข้างศาลานะ”

จากนั้น หลวงปู่มั่นก็ออกจากทางจงกรม
ขึ้นไปบนศาลา ภายในศาลาจะกั้นเป็นห้องใช้เป็นที่พักสำหรับหลวงปู่มั่น เมื่อขึ้นบนศาลาแล้ว หลวงปู่มั่นเตรียมจะจุดตะเกียงหรือโป๊ะเล็ก ๆ ตะเกียงมีแก้วเล็ก ๆ ครอบเหมือนดอกบัว พอได้ยินเสียงหลวงปู่มั่นขู่เท่านั้น พระเณรที่เดินจงกรมอยู่ในเวลานั้นก็หลั่งไหลมากัน ก็พอดีมีพระขึ้นไปจุดไฟให้ท่าน เมื่อหลวงปู่มั่นนั่งลงแล้ว ท่านจึงถือโอกาสเข้ากราบเรียนถวายตัวเป็นศิษย์ และเรียนให้ท่านทราบถึงที่มาที่ไป พอให้ท่านได้รู้จักในตอนนั้นหลวงปู่มั่นยังคงฟังอยู่นิ่ง ๆ

ด้วยความมุ่งมั่น อยากจะมาศึกษาอยู่กับท่านเต็มเปี่ยมมานานหลายปีแล้ว ประกอบกับรู้สึกประทับใจในสติปัญญาฉับไวของหลวงปู่มั่น ความที่กลัวว่าจะไม่ได้อยู่ด้วย ทำให้ท่านเกิดความวิตกกังวลและครุ่นคิดอยู่ในใจว่า
“ไม่อยากได้ยินเลยคำทีว่า ที่นี่เต็มแล้ว รับไม่ได้แล้ว กลัวว่าหัวอกจะแตก...”

สักครู่หนึ่ง หลวงปู่มั่นก็พูดขึ้นว่า “นี่พอดีนะนี่ เมื่อวานนี้ท่านเนตรไปจากนี้ แล้ววันนี้ท่านมหาก็มา ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้อยู่ กุฏิไม่ว่าง”

คำพูดของหลวงปู่มั่นครั้งนั้น ทั้ง ๆ ที่ก็เมตตารับท่านไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหายใจคว่ำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้อยู่ศึกษาด้วย คำกล่าวของหลวงปู่มั่นครั้งนั้น จึงทำให้ท่านไม่สามารถจะลืมได้แม้จนทุกวันนี้

https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t70/1/16/1f536.png");">🔶ธรรมบทแรก
“ปริยัติให้ยกบูชาไว้ก่อน แล้วปฏิบัติจะประสานกลมกลืน”

ถึงแม้ท่านจะเคยปฏิบัติด้านจิตภาวนามาบ้าง และก็มีโอกาสศึกษาค้นคว้าด้านปริยัติถึง ๗ ปีก็ตาม แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่ทำให้ความสงสัยของท่านในเรื่องมรรคผลนิพพานหมดไป ยังคงเก็บความสงสัยอยู่ในใจตลอดมา และก็ดูเหมือนกับหลวงปู่มั่นจะล่วงรู้ถึงวาระจิตของท่าน จึงพูดบทธรรมครั้งแรกจี้เอาตรง ๆ ในคืนแรกนี้เลยว่า

“ท่านมาหามรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน ? ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ฟ้าอากาศเป็นฟ้าอากาศ แร่ธาตุต่าง ๆ เป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่หัวใจ ขอให้ท่านกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่หัวใจ ท่านจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรมของทั้งกิเลสอยู่ภายในใจ แล้วขณะเดียวกันท่านจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับลำดา”

เทศนาดังกล่าวนี้ ทำให้ท่านมีความมั่นใจ
ในเรื่องมรรคผลนิพพาน และเชื่อมั่นในความรู้ความเห็นของหลวงปู่มั่น ที่พูดไขข้อข้องใจได้ตรงจุดแห่งความสงสัย จากนั้นหลวงปู่มั่นมีเมตตาชี้แนะบทธรรมในภาคปฏิบัติให้ ด้วยทราบว่า ท่านมีความรู้ในภาคปริยัติเต็มภูมิมหาเปรียญและนักธรรมเอก และมีความสนใจใคร่ต่อการประพฤติปฏิบัติ บทธรรมบทนี้ แม้จนบัดนี้ยังคงฝังลึกอยู่ภายในใจของท่านตลอดมา ดังนี้

“...ท่านมหาฯ ก็นับว่าเรียนมาพอสมควร จนปรากฏนามเป็นมหาฯ ผมจะพูดธรรมให้ฟังเพื่อเป็นข้อคิด แต่อย่าเข้าใจว่าผมประมาทธรรมของพระพุทธเจ้านะ

เวลานี้ธรรมที่ท่านเรียนมาได้มากได้น้อย ยังไม่อำนวยประโยชน์ให้ท่านสมภูมิที่เป็นเปรียญ นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนาของท่านในเวลานี้เท่านั้น เพราะท่านจะอดเป็นกังวล และนำธรรมที่เรียนมานั้นเข้ามาเทียบเคียงไม่ได้ในขณะที่ทำใจให้สงบ

ดังนั้น เพื่อความสะดวกในเวลาจะทำความสงบให้แก่จิต ขอให้ท่านที่จะทำใจให้สงบ ยกบูชาไว้ก่อนในบรรดาธรรม
ที่ท่านได้เรียนมา ต่อเมื่อถึงกาลที่ธรรมซึ่งท่านเรียนมาจะเข้ามาช่วยสนันสนุน ให้ท่านได้รับประโยชน์มากขึ้นแล้ว ธรรมที่เรียนมาทั้งหมดจะวิ่งเข้ามาประสานกันกับทางด้านปฏิบัติ และกลมกลืนกันได้อย่างสนิท ทั้งเป็นธรรมแบบพิมพ์ ซึ่งเราควรจะพยายามปรับปรุงจิตใจให้เป็นไปตามนั้น

แต่เวลานี้ ผมยังไม่อยากจะให้ท่านเป็นอารมณ์กับธรรมที่ท่านเล่าเรียนมา อย่างไรจิตจะสงบลงได้หรือจะใช้ปัญญาคิดค้นในขันธ์ ก็ขอให้ท่านทำอยู่ในวงกายนี้ก่อน เพราะธรรมในตำราท่านชี้เข้ามาในขันธ์ทั้งนั้น แต่หลักฐานของจิตยังไม่มี จึงไม่สามารถนำธรรมที่เรียนมาจากตำราน้อมเข้ามาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ และยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์คาดคะเนไปที่อื่น จนกลายเป็นคนไม่มีหลัก เพราะจิตติดปริยัติในลักษณะไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า

ขอให้ท่านนำธรรมที่ผมพูดให้ฟังไปคิดดู ถ้าท่านตั้งใจปฏิบัติไม่ท้อถอย วันหนึ่งข้างหน้าธรรมที่กล่าวนี้ จะประทับใจท่านแน่นอน...”

https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t70/1/16/1f536.png");">🔶ตั้งสัจอธิษฐานจะไม่หนีจากหลวงปู่มั่น

เมื่อได้อยู่ศึกษากับหลวงปู่มั่น ท่านจะคอยเฝ้าสังเกตทั้งทางหูทางตาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าการชี้แจงแสดงเรื่องใด ท่านจะสนใจใคร่รู้ตลอดมาด้วยความอัศจรรย์ ท่านกล่าวถึงข้อปฏิบัติและคุณธรรมของหลวงปู่มั่นด้วยความเคารพบูชาว่า

“...เราก็อยู่กับท่านด้วยความพอใจ
จนบอกไม่ถูก แต่อยู่ด้วยความโง่เง่าอย่างบอก
ไม่ถูกอีกเหมือนกัน เฉพาะองค์ท่านรู้สึกมีเมตตาธรรมอนุเคราะห์ทุกครั้งที่เข้าไปหา

ท่านชี้แจงแสดงเรื่องอะไร ไม่ว่าดูท่านทางตา ฟังท่านทางหู ไม่เห็นมีสิ่งใดจะคลาดเคลื่อนจากหลักธรรมหลักวินัยข้อใดเลย ปฏิปทาการดำเนินของท่านก็มีแบบมีฉบับมีตำรับตำรา หาที่ค้านที่ต้องติมิได้ การพูดอะไรตรงไปตรงมา

แม้การแสดงเรื่องมรรคผลนิพพาน ก็แสดงชนิดถอนออกมาจากใจท่านแท้ ๆ ที่ท่านรู้ท่านเห็น ท่านปฏิบัติมา ทำให้ผู้ฟัง ฟังด้วยความถึงใจ เพราะท่านแสดงเหมือนว่าท้าทายความจริงจังของท่าน และท้าทายความจริงของธรรม...

ทำให้ลงใจถึงกับออกอุทานว่า ‘โอ้โห! นี่แหละ อาจารย์ของเรา’...”

สิ่งนี้ทำให้ท่านเกิดความมั่นใจและเชื่อแน่ว่า มรรคผลนิพพานมีอยู่จริง ความสงสัยในเรื่องนี้ที่เคยค้างมาแต่เดิม
ก็หมดสิ้นไป จากนั้นท่านจึงย้อนกลับมาถามตัวเองว่า

“...แล้วเราจะจริงไหม ?...”

ด้วยนิสัยทำอะไรทำจริง ทำให้ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่า
“ต้องจริงซี ถ้าไม่จริงให้ตาย อย่าอยู่ให้หนักศาสนาและหนักแผ่นดินต่อไป”

ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็เร่งความเพียรต่อสู้กับกิเลสอย่างเต็มเหนี่ยว และตั้งสัจอธิษฐานว่า

“...หากว่าท่านอาจารย์มั่น ยังมีชีวิตอยู่ตราบใดแล้ว เราจะไม่หนีจากท่าน จนกระทั่งวันท่านล่วงไปหรือเราล่วงไป แต่การไปเที่ยวเพื่อประกอบความพากเพียรตามกาลเวลานั้น ขอไปตามธรรมดา แต่ถือท่านเป็นหลัก เหมือนกับว่าบ้านเรือนอยู่กับท่าน ไปที่ไหนต้องกลับมาหาท่าน...”

ในภาพอาจจะมี 1 คน, สถานที่ในร่ม

ที่มา :: หนังสือญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์
๑๐๕ ปีชาตกาล หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

ในช่วงที่หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พำนักอยู่ทางภาคเหนือได้มีผู้มาฟังธรรมด้วยจำนวนมาก รวมทั้งที่มาฝากตัวเป็นศิษย์ขอแนวปฏิบัติกรรมฐานก็มีเยอะ ในปีที่หลวงปู่จำพรรษาที่วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม เชียงใหม่ในวันหนึ่งได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินทางมาจากภาคใต้ ตั้งใจมาขอเป็นศิษย์เรียนกรรมฐานกับหลวงปู่ พระภิกษุรูปนั้นก็คือ "พระอาจารย์ประยุทธ ธมฺมยุตฺโต" แห่งสำนักวัดป่าผาลาด จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันท่านมรณภาพแล้ว เป็นพระป่าที่มีชื่อเสียงมากองค์หนึ่ง ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดีงามน่าเลื่อมใสมาก หลังจากการเผาศพของท่านแล้ว อัฐิท่านได้กลายเป็นพระธาตุ ท่านได้รับฉายาว่าพระอรหันต์ผู้มีอดีตเป็นขุนโจรอิสไมล์แอ

หลังจากใช้ชีวิตอย่างโชกโชนในคราบขุนโจร นายประยุทธ ‌สุวรรณศรี ก็กลับมาเยี่ยมบ้านที่หัวหิน โดยไม่มีใครรู้ว่าไปทำมา‌หากินอะไรมา เมื่อมาถึงบ้านพบว่าแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว ที่ทำให้ท่าน‌สะเทือนใจและเสียใจมากที่ไม่มีโอกาสได้สนองคุณแม่เลย‌ เพราะพี่สาวและน้องสาวบอกว่า ตั้งแต่ท่านหายสาบสูญไม่มี‌ข่าวมาเลย ทำให้แม่เสียใจมาก เฝ้าแต่คร่ำครวญว่า "เล็กของ‌แม่" จนสิ้นใจ ที่เหลืออยู่ก็มีเพียงภาพถ่ายขนาดใหญ่เพียงภาพ‌เดียว ไม่มีน้ำตาจะหลั่งไหลให้ใครดู มันตกอยู่ข้างในท่านเป็นคนที่แม่รักมาก คำว่า "เล็กของแม่" ท่านได้ยินตั้ง‌แต่เล็กจนโตเป็นที่ซาบซึ้งใจที่สุด ระลึกถึงอ้อมอกอันอบอุ่นของ‌แม่ ระลึกถึงภาพที่แม่เคยปฏิบัติต่อท่าน ภาพต่างๆ ที่ผ่านมาได้‌เข้ามาในความคิดคำนึง ขณะที่นั่งอยู่หน้ารูปของแม่ พลันจิต‌ของท่านก็สงบและวูบลงไป

ขณะที่จิตของท่านกำลังสงบ ปรากฏชายร่างกายกำยำ ๔ ‌คนตรงเข้ามาจับตัวท่าน เข้าเครื่องขื่อคาลงทัณฑ์โดยไม่ฟัง‌อะไรทั้งสิ้น แล้วนำท่านไปสู่ขุมนรกอันมีกระทะทองแดงใบ‌ใหญ่ ร้อนมากไม่เคยเจออะไรร้อนอย่างนี้มาก่อน เป็นสิ่งที่‌สยดสยองเกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรง จนท่านร้องเสียง‌หลงว่า “แม่ช่วยลูกด้วย” พลันก็มีใบบัวอันใหญ่เท่ากระด้งตาก‌ปลา มาช้อนร่างท่านขึ้นไปบนที่สูง นำท่านสู่วิมานลอยฟ้า อัน‌วิจิตรบรรจงที่ไม่มีสถานที่ใดในเมืองมนุษย์จะเปรียบได้ในวิมานนั้นปรากฏว่า มีนางฟ้าจำนวนเป็นร้อย ร่ายรำอยู่‌เบื้องหน้า แต่ละนางอายุประมาณ ๑๖-๑๗ ปี มีรูปร่างความงาม‌ดูละม้ายคล้ายคลึงกันที่งดงามและแปลกตาก็คือแต่ละนางสูง‌ศอกเท่าเทียมกัน

ทันใดนั้นมีนางฟ้านางหนึ่งดูงดงามเป็นพิเศษ ลอยออกจาก‌วิมานด้วยอาการแย้มสรวลมีเสน่ห์ นางลอยออกมาล่อหลอก ‌โฉบผ่านหน้าท่านไปมา เหมือนจะทักทายให้ไขว่คว้า ความรู้สึก‌ในขณะนั้นท่านได้ตามนางฟ้าเข้าไปในวิมาน แต่เมื่อท่านจะ‌ตามเข้าไปหานางก็ปิดประตูกั้นไว้ พอถอยออกมานางก็โผล่‌พักตร์มาล่อหลอกอีก ทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง จนท่านนึกฉุนว่า‌ไม่ให้เข้า ก็ไม่ง้อและทำท่าถอยออกมา นางจึงพูดว่า

"ไปเสียก่อนเถอะ ไปสร้างบุญบารมีให้พอเสีย‌ก่อน แล้วค่อยมาเจอกันใหม่"

เมื่อท่านถอยวูบออกมาลืมตาขึ้น จึงรู้ว่านั่งอยู่ตรงรูปถ่าย‌ของแม่ นับว่าเป็นการได้กรรมฐานแล้วเป็นครั้งแรก แต่ท่านยังไม่‌ทราบว่าเป็นเพราะอะไรแม้แต่คำว่ากรรมฐานก็ยังไม่รู้จักการนิมิตเห็นสวรรค์ นรก ทำให้ได้พบความจริงว่าชีวิต‌มนุษย์นั้นต้องเป็นเช่นเดียวกันทั้งหมดไม่ตายไปลงนรก ก็จะได้‌ขึ้นสวรรค์ ท่านไม่รู้ว่ากรรมฐานได้เกิดแก่ท่านแล้วตอนนั้น มารู้ก็เมื่อ‌ไปอยู่กับหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม แต่ก่อนจะหลับตาลงสู่ความสงบ ก็ได้บอกต่อรูปแม่ว่า

"แม่ต้องการอะไรขอให้ดลใจบอกให้รู้ ลูกจะทำทุกอย่างที่แม่ต้องการ แม้แต่เลือดเนื้อก็จะกรีดเพื่อทดแทนพระคุณ"

เป็น‌การเสี่ยงตายอุทิศชีวิตให้แก่แม่อย่างเด็ดเดี่ยว เหตุการณ์ทั้ง‌หมดในนิมิต เป็นผลจากการที่แม่ของท่านเป็นคนใจบุญสุนทาน ‌ได้สร้างสมบารมีอันเป็นกุศลไว้มาก ไม่ว่าเป็นทานและศีล‌อาศัยบารมีนี้มาช่วยลูกเอาไว้ได้จากขุมนรก

หลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็บอกพี่สาวน้องสาวว่า จะออก‌จากบ้านไปอีก ไม่แน่ใจว่าอีกนานเท่าไหร่จึงจะได้กลับมาพบกัน ‌พี่สาวเป็นห่วงกลัวน้องชายตกระกำลำบาก จะทักท้วงก็ไม่ได้ ‌เพราะรู้ว่าน้องชายเป็นคนเด็ดเดี่ยว ตั้งใจทำอะไรต้องทำให้ได้ ‌จึงเอาเงินวางให้ ๕,๐๐๐ บาท แต่ท่านเอาไปแค่ ๕๐๐ บาท ‌บอกว่าแค่นี้พอแล้ว ที่เหลือขอให้ทำบุญให้แม่ แล้วท่านก็จาก‌ไป ซึ่งจากคำบอกเล่าของผู้ใกล้ชิดท่านเล่าว่า ตอนนั้นท่านมีเงิน‌เป็นจำนวนมาก แต่เป็นเงินสมัยสงครามจะบอกให้ใครรู้ก็ไม่ได้‌จึงรับเงินพี่สาวมาพอเป็นพิธี

พระอาจารย์ประยุทธ ธมฺมยุตฺโต" สำนักวัดป่าผาลาด จังหวัดกาญจนบุรี

ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังนั่ง