ปฏิบัติธรรมให้เห็นธรรม

  1. ธรรมครูอาจารย์
  2. นิทานอิงธรรมะ
  3. ธรรมะหลวงปู่ฤาษีลิงดำ
  4. บทสวดมนต์
next
prev

ค้นหาข้อความ

#โลกียทรัพย์

นั้น ไม่ใช่ของถาวรเพราะมันถูกไฟเผาอยู่
ทุกวัน ทุกขณะ ทุกเวลา มีแต่จะสิ้นจะหมดไป คนมีทรัพย์มากก็ถูกเผามาก คนมีทรัพย์น้อย
ก็ถูกเผาน้อย อัตภาพร่างกายของเรานี้ย่อมมีไฟเผาอยู่ทุกขณะ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ไฟ ๔ กองนี้มันเผาเราอย่างพินาศทีเดียว คิดดู ตั้งแต่เราเกิดมาก็เริ่มเสียทรัพย์แล้ว ครั้นเติบโตขึ้น พอความแก่เข้ามาถึงก็ต้องเป็นทุกข์ เดือดร้อนเสียทรัพย์อีก พอความเจ็บไข้มาถึงก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักขึ้นและเสียทรัพย์อีก และพอความตายเข้ามาก็เสียทรัพย์อีก เมื่อชาติ ชรา พยาธิ มรณะ มันเผาเราขณะใด ก็ย่อมเผาไปถึงทรัพย์สมบัติของเราด้วยทุกครั้งไป

ฉะนั้น จึงควรที่จะรีบฝังทรัพย์ของเราให้เป็น "อริยทรัพย์" เสีย เพื่อความปลอดภัยเหมือนกับเราฝากเงินไว้ในธนาคาร ทรัพย์นั้นก็จะเป็นของเราโดยแท้จริง ไม่สูญหายไปไหน การฝังทรัพย์นั้นก็ได้แก่การทำบุญกุศล มีการบริจาคทานวัตถุสิ่งของ บูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น นี่คือการฝากทรัพย์ไว้ในธนาคารของพระศาสนา...

#การฝากทรัพย์ไว้ในธนาคารของพระศาสนาจะส่งผลไปให้แก่ผู้ล่วงลับได้อย่างไร

"ตัวอย่าง สมมติว่า บิดา มารดาของเราไปตั้งบ้านเรือนอยู่ต่างประเทศ เราจะไปหาก็ไปไม่ได้ ท่านจะมาหาเราก็มาไม่ได้ เมื่อเราคิดถึงท่าน เราก็ฝากสิ่งของเงินทองไปหาท่านโดยไปรษณียภัณฑ์ที่มีใบรับจากเจ้าพนักงานเป็นหลักฐาน เพราะเงินในประเทศของเรานำไป
ใช้ในต่างประเทศไม่ได้ จำเป็นต้องแปรรูป
ให้เป็นเงินต่างประเทศเสียก่อนจึงจะใช้ได้.. "

#ทโลกียทรัพย์ทั้งหลายในโลกนี้ย่อมนำไปใช้ในโลกหน้าไม่ได้

"ฉะนั้น จึงจำเป็นจะต้องแปรรูปให้เกิดเป็นกุศลเสียก่อนแล้วอุทิศไปให้แก่ผู้ล่วงลับไปในโลกหน้า ถ้าเขาหาตัวผู้รับไม่พบหรือส่งไม่ถึง เจ้าพนักงานก็จะต้องส่งกลับคืนให้เราฉันใดก็ดี บุญกุศลที่เราได้บำเพ็ญไปนี้ พระสงฆ์ท่านเป็นเจ้าหน้าที่รับไว้ แล้วท่านก็สวดมนต์ให้ศีลให้พรแก่เราและอุทิศส่วนกุศลนั้นๆ ไปให้บิดามารดาหรือญาติพี่น้องของเราที่ล่วงลับไปแล้วอีกต่อหนึ่ง ถ้าหากผู้รับไม่สามารถจะรับได้ บุญกุศลนั้นๆ ก็จะย้อนกลับมาหาเรา หาได้สาบสูญไปไหนไม่.. "

#โอวาทธรรม
#หลวงปู่ลี_ธัมมธโร
#วัดอโศการาม

ในภาพอาจจะมี 1 คน

ระหว่างคนดีต่อคนดี ย่อมเข้ากันได้ คนดีนั่นจะเป็นเพื่อนเราในกาลต่อไป

ถ้าโลกจะขาดคนดี ไม่มีใครสนใจคบเรา ก็ควรคบกับธรรม คือ "พุทโธ ธัมโม สังโฆ" ภายในใจ ซึ่งดีกว่าเพื่อนที่ไม่สนใจความดีเป็นไหนๆ นี่แล คือเพื่อนอันประเสริฐแท้

คำสอน: หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

 

 
ในภาพอาจจะมี สถานที่ในร่ม

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังนั่ง และ สถานที่กลางแจ้ง

ท่านสอนกรรมฐาน ถ้ามีใครถามว่าอยากจะปฏิบัติกรรมฐานทำอย่างไร
ท่านจะบอกว่า “พุทโธซิ”
“พุทโธแปลว่าอะไร” “อย่าถาม”
“ภาวนาพุทโธแล้วจะได้อะไรดีขึ้น”
“ถามไปทำไม ฉันให้ภาวนาพุทโธลูกเดียว”

ทีนี้ถ้าลูกศิษย์ท่านใดรีบปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอย่างผู้ว่าง่าย
ไม่ได้ฟังอีร้าค่าอีรมอะไร ไม่ต้องไปสงสัยข้องใจอะไร
ท่านอาจารย์สอนให้ภาวนาพุทโธ ฉันก็พุทโธ พุทโธ ๆๆ ลูกเดียวไม่ต้องสงสัย
ถ้าใครไปตั้งใจปฏิบัติตามโอวาทของท่านอย่างจริงใจ
ไม่เกิน ๗ วันต้องมีปัญหามาให้ท่านแก้

บางท่านไปภาวนาพุทโธแล้วจิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน
บางทีกระแสจิตส่งออกนอก เห็นโน่นเห็นนี่
ถ้ามาถามท่าน จิตเป็นอย่างนี้จะผิดหรือถูกประการใด
ถ้าหากว่าถูกท่านก็บอกว่า “เร่งภาวนาเข้า ๆ ให้มันเข้าถึงความเป็นเอง”

ถ้าหากมันไม่ถูกต้องส่งออกนอกมากนัก ท่านก็บอกว่าให้พยายามระงับ
อย่าให้มันส่งออกไปมากนัก ถ้าหากพอรั้งเอาไว้ได้ก็ให้รั้งเอาไว้
ถ้ารั้งไม่ได้ก็ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติของมัน ท่านก็สอนอย่างนี้

และอีกประเด็นหนึ่ง
ในฐานะที่หลวงพ่อเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์เสาร์องค์สุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้
ในสมัยที่เป็นสามเณร ไปปรนนิบัติท่าน
อยู่ ๆ ท่านก็พูดขึ้นมาเปรย ๆ ว่า
“เวลานี้จิตข้ามันไม่สงบ มันมีแต่ความคิด”

เมื่อเรียนถามท่านว่า “จิตฟุ้งซ่านหรืออย่างไร ท่านอาจารย์”
ท่านก็จะบอกว่า “ถ้ามันเอาแต่นิ่ง มันก็ไม่ก้าวหน้า จิตข้ามีแต่ความคิด มันไม่สงบ”

พอถามว่า “ฟุ้งซ่านหรืออย่างไร”
ท่านก็ตอบว่า “ถ้ามันเอาแต่นิ่งลูกเดียวมันก็ไม่ก้าวหน้า”
อันนี้เป็นปัญหาที่ลูกศิษย์นักปฏิบัติจะต้องทำความเข้าใจ
ที่ท่านอาจารย์ท่านว่าอย่างนั้น มันก็ไปได้ในหลักของสมาธิและฌาน

ฌานมีอยู่ ๒ อย่าง

อารัมมณูปนิชฌาน
จิตสงบ นิ่ง รู้อยู่ในสิ่ง ๆ เดียว หรือรู้เฉพาะในจิตอย่างเดียว
แล้วก็สงบนิ่งละเอียดไป
จนกระทั่งถึงจุดร่างกายตัวตนหาย เหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสวอยู่เท่านั้น
อันนี้เป็นอารัมณูปนิชฌาน เป็นสมาธิในฌานสมาบัติ

และอีกอันหนึ่ง ลักขณูปนิชฌาน
พอจิตสงบนิ่งลงไปนิดหน่อย มันมีวิตก วิตกก็คือความคิด
เมื่อความคิดเกิดขึ้น สติก็ทำหน้าที่ตามรู้ไปทุกระยะ

ถ้าหากสมาธิมีความเข้มข้น สติสัมปชัญญะเข้มแข็ง
ความคิดมันก็เกิดเร็วขึ้น ๆ ๆ จนรั้งไม่อยู่
ในช่วงแรก ๆ ความคิดเกิดขึ้น
ถ้าจิตไปยึดความคิดมันก็มีความยินดีมีความยินร้าย
บางทีก็มีสุขมีทุกข์ บางทีก็หัวเราะไปร้องไห้ไปในจิตในใจ

ผู้ปฏิบัติถ้าไม่เข้าใจผิด ปล่อยไปตามครรลองของมัน
เราเอาสติตามรู้ไป พอไปถึงจุด ๆ หนึ่ง
จิตมันจะหยุดนิ่งพั๊บลงไป สว่างไสว ร่างกายตัวตนหาย
เหลือแต่จิตนิ่งสว่างไสวอยู่ดวงเดียวเท่านั้น
สภาวะอันเป็นอารมณ์และกิเลสทั้งหลายมันจะมาวนเวียนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา

พอมาถึงความสว่างของจิต มันจะตกไปๆ เหมือนแมลงบินเข้ากองไฟ
อันนี้ความหมายของโอวาทของหลวงปู่เสาร์เป็นอย่างนี้
มันก็ไปตรงกับ ฐีติภูตัง ของ หลวงปู่มั่น
พอจิตอยู่นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน
สภาวะทั้งหลายอันเป็นสภาวธรรม จะมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นดับไป
จิตก็รู้ นิ่ง เฉย เป็นกลางโดยเที่ยงธรรม ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ
เพราะความยินดีไม่มี ความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ไม่มี
จิตคิดขึ้นมารู้แล้วปล่อยวาง ๆ ไม่ยึดอะไรเป็นปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อน
อันนี้หลวงปู่มั่นท่านเรียกว่า "ฐีติภูตัง"

"ฐีติ" จิตตั้งมั่น นิ่ง เด่น สว่างไสว
"ภูตัง" สภาวธรรมทั้งหลายปรากฏการณ์ให้จิตรู้อยู่ตลอดเวลา
แต่จิตดำรงอยู่ในความเป็นอิสระโดยเที่ยงธรรม ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย เราได้ยินคำว่า
"สัพเพ สังขารา อนิจจา" สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
ถ้าจิตของเรายังไม่มีสติสัมปชัญญะมั่นคง
พอรับรู้อารมณ์อันใดมันหวั่นไหว เกิดความยินดี เกิดความยินร้าย
อันนี้เรียกว่า สังขารา อนิจจา สังขารไม่เที่ยง

แต่ถ้าจิตไปถึงจุดที่เรียกว่า "ฐีติภูตัง" อันนั้นมันเป็น วิสังขาร
พึงทำความเข้าใจคำว่า สังขาร กับ วิสังขาร ตามนัยที่กล่าวมานี้

จิตรับรู้อารมณ์ ถ้าหวั่นไหวเกิดความยินดียินร้าย
อันนั้นเรียกว่า สังขารา อนิจจา สังขารไม่เที่ยง

》แต่ถ้าหากว่าจิตนิ่งเฉย สว่างไสว
อารมณ์อันเป็นปรากฏการณ์หรือสภาวะที่เป็นปรากฎการณ์ให้จิตรู้เห็นตลอดเวลา
แต่จิตไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ มีแต่ดำรงอยู่ในความเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม
ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่า "วิสังขาร" เพราะอารมณ์ไม่สามารถที่จะปรุงแต่งจิตได้

ฐีติภูตังเป็นภาษารู้ของนักปฏิบัติ ซึ่งอาจจะไม่มีในตำรับตำรา
ทีนี้ถ้าหากเราจะหาตำรามาเป็นเครื่องยืนยัน เราจะเอาอะไรมา
มันมีปรากฏอยู่ในสูตร ๆ หนึ่ง สูตรนั้นเริ่มต้นว่า

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อุนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง,
ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตตา ธัมมะ นิยามะตา ธัมมัฏฐิตตา

เพราะความที่จิตตั้งมั่น นิ่ง เด่น สว่างไสว ธัมมะ นิยามะตา
เพราะความที่สภาวธรรมปรากฏการณ์ให้จิตรู้อยู่ตลอดเวลา

อันนี้มีหลักฐานในธัมมนิยามสูตร

ทีนี้ในส่วน อารัมมณูปนิชฌาน ลักขณูปนิชฌาน
มีหลักฐานปรากฏอยู่ในคัมภีร์ธรรมบท
ในเรื่อง ราธพราหมณ์ ตอนแก้อรรถกถา ในนั้นท่านอธิบายไว้ว่า
คำว่า ฌาน มี ๒ อย่าง

อารัมมณูปนิชฌาน จิตรู้ในอารมณ์เดียว
ลักขณูปนิชฌาน จิตสงบแล้วมีความรู้ผุดขึ้น ๆ อย่างกับน้ำพุ

พอไปถึงจุด ๆ หนึ่ง นิ่งกิ๊กลงไป
สว่างไสว สภาวะทั้งหลายวนรอบจิตอยู่แล้ว
ไม่สามารถไปประทุษร้ายความปกติของจิตได้
อันนี้หลักฐานปรากฏมีชัดเจน
เป็นความหมายของโอวาทของพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์มั่น

#หลวงปู่ดูลย์_อตุโล "นับเป็นองค์เดียวที่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของจิต จนกระทั่งได้รับสมญาว่า เป็นบิดาแห่งการภาวนาจิต”

ประจักษ์พยานแห่งสมญานามดังกล่าว จะเห็นได้จาก คำเทศน์คำสอนและความสนใจของหลวงปู่ อยู่ในเรื่อง “จิต” เพียงอย่างเดียว เรื่องอื่นนอกจากนั้นหาได้อยู่ในความสนใจของหลวงปู่ไม่

ด้วยความลึกซึ้งในเรื่องจิต จึงทำให้หลวงปู่ประกาศหลักธรรมโดยใช้คำว่า “จิต คือ พุทธะ” โดยเน้นสาระเหล่านี้ เช่น

#พระพุทธเจ้าทั้งปวง_และสัตว์โลกทั้งนั้น

"ไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง นอกจากจิตหนึ่งนี้แล้ว ไม่มีอะไรตั้งอยู่เลย”

“จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย”

“จิตหนึ่งเท่านั้นที่เป็นพุทธะ ดังคำตรัสที่ว่า"

#ผู้ใดเห็นจิต_ผู้นั้นเห็นเรา

#ผู้ใดเห็นปฏิจฺจสมุปบาท_ผู้นั้นเห็นธรรม

#ผู้ใดเห็นธรรม_ผู้นั้นเห็นเราตถาคต

พระธรรมเทศนาของหลวงปู่ในหัวข้อเรื่อง "จิต คือ พุทธะ” โดยละเอียด ได้นำเสนอในภาคคำสอน ในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว พร้อมทั้งคำแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย

ในการสอนของหลวงปู่ ท่านจะเตือนสติสานุศิษย์เสมอๆ ว่า

“อย่าส่งจิตออกนอก”

#หลวงปู่ยังสอนแนวทางปฏิบัติ อีกว่า

“จงทำญาณให้เห็นจิต เมื่อเห็นจิตได้ ก็จะสามารถแยกรูป ถอดด้วยวิชชามรรคจิต เพื่อที่จะแยกรูปกับกายให้อยู่คนละส่วน แล้วจะเข้าใจพฤติของจิตได้ในลำดับต่อไป”

#คำสอนเกี่ยวกับเรื่องจิตของหลวงปู่
ที่มีการบันทึกไว้ในที่อื่นๆ อีก ก็มีเช่น..

“หลักธรรมที่แท้จริงคือ จิต จิตของเราทุกคนนั่นแหละ คือหลักธรรมสูงสุดในจิตใจเรา นอกจากนั้นแล้ว ไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย

จิตนี้แหละ คือ หลักธรรม ซึ่งนอกไปจากนั้นแล้ว ก็ไม่ใช่จิต แต่จิตนั้นโดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต

ขอให้เลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้นเราอาจกล่าวได้ว่าคลองแห่งคำพูดได้ถูกตัดทอนไปแล้ว พิษของจิตได้ถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น

จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ซึ่งมีอยู่ประจำแล้วทุกคน”

ด้วยเหตุนี้การสอนของหลวงปู่ จึงไม่เน้นที่
การพูด การคิดหรือการเทศนาสั่งสอน แต่
ท่านจะเน้นที่ การภาวนา และให้ดูลงที่จิตใจ ของตนเอง อย่าไปดูสิ่งอื่น เช่น อย่าไปสนใจ
ดูสวรรค์ ดูนรก หรือสิ่งอื่นใด แต่ให้ดูที่จิตของตนเอง ให้ดูไปภายในตนเอง

“อย่าส่งจิตออกนอก” จึงเป็นคำที่หลวงปู่เตือนลูกศิษย์อยู่เสมอ

ความรู้ ความเข้าใจเรื่องจิต อย่างลึกซึ้งนี้ เป็นผลจากการปฏิบัติที่ ถ้ำพระเวสฯ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เมื่อครั้งนั้นนั่นเอง

ผลจากการบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำพระเวส ทำให้หลวงปู่มีความอิ่มเอิบใจเป็นล้นพ้น เฝ้ารอวันที่จะได้กราบนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต อยู่ตลอดเวลา

เมื่อหลวงปู่และคณะได้ปรารภความเพียร ณ ถ้ำพระเวสฯ นานพอสมควรแล้ว ก็ได้จาริกออกตามหาพระอาจารย์ใหญ่ เป็นคำรบสองต่อไป

ปีนั้นเป็นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ คณะของหลวงปู่ได้ไปพบพระอาจารย์ใหญ่ ที่ วัดป่าโนนสูง (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งแยกจากจังหวัดนครพนมมาเป็นจังหวัดใหม่)

หลวงปู่ได้กราบเรียนพระอาจารย์ใหญ่ ให้ทราบถึงเรื่องราวของการปฏิบัติที่ผ่านมา
โดยเฉพาะหัวข้อธรรม เกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาท และ อริยสัจ ๔ ที่ได้รับขณะบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำพระเวสฯ

พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโตได้กล่าวคำรับรอง และยกย่องหลวงปู่ดูลย์ ต่อหน้าที่ชุมนุมศิษยานุศิษย์ว่า

“ถูกต้องแล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว นับว่าไม่ถอยหลังอีกแล้ว อยากให้ดำเนินตามปฏิปทานี้ต่อไป”

หลวงปู่ดูลย์ได้นำคณะพระภิกษุสามเณรจากวัดม่วงไข่ พร้อมทั้งพระภิกษุฝั้น อาจาโร ที่ติดตามมา เข้าถวายตัวเป็นศิษย์ต่อพระอาจารย์ใหญ่

#ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น_ภูริทตฺโตได้กล่าวยกย่องสรรเสริญ การกระทำให้ปรากฏต่อศิษย์ทั้งหลายว่า

"ท่านดูลย์นี้ เป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง สามารถมีสานุศิษย์และผู้ติดตามมาประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยเป็นจำนวนมาก"

#หลวงปู่ดูลย์_อตุโล

ในภาพอาจจะมี 1 คน